posttoday
ใต้ถุนบ้านซอยสวนพลู (16)

ใต้ถุนบ้านซอยสวนพลู (16)

22 มกราคม 2565

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

*************

การตั้งพรรคการเมืองนั้นไม่ยาก แต่จะให้อยู่รอดยั่งยืนนั้นยากยิ่ง

ตอนที่ผมทำวิทยานิพนธ์เรื่อง “การต่อสู้ทางการเมืองของพรรคการเมืองไทย : ศึกษากรณีพรรคกิจสังคม” เมื่อ พ.ศ. 2526 ผมได้ถามท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ในการสัมภาษณ์เพื่อเอาข้อมูลมาทำวิทยานิพนธ์นั้นว่า “เล่นการเมืองนี้สนุกไหมครับ” ซึ่งท่านก็ตอบตามลีลาของท่านว่า “สนุกบ้าง ไม่สนุกบ้าง”

ผมชวนท่านคุยย้อนไปถึงยุคที่ท่านไปเรียนที่อังกฤษ ช่วง พ.ศ. 2470 – 2476 โดยไปเรียนในชั้นมัธยมที่โรงเรียนแบบอยู่ประจำ ชื่อ เทรนต์คอลเลจ 2 ปี แล้วเรียนต่อในมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด อีก 4 ปี ในสาขาวิชาปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ ที่ย่อว่า PPE ( Philosophy Politics and Economics คนดังในเมืองไทยที่จบในสาขาวิชานี้และได้เป็นนายกรัฐมนตรีด้วยเช่นกันอีกคนหนึ่งก็คือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ท่านเริ่มสนใจการเมือง เนื่องจากได้ไปสัมผัสบรรยากาศของการเมืองแบบประชาธิปไตยที่นั่น

ท่านได้เข้าเป็นสมาชิกของสมาคมนักเรียนไทยแห่งสหราชอาณาจักรอังกฤษ โดยเป็นสาราณียกรของสมาคม มีงานประจำที่ต้องทำให้แก่สมาคม ทั้งจัดหาเรื่องและบทความมาลงวารสารของสมาคม ตรวจปรูฟเป็นบรรณาธิการ และเขียนเรื่องต่าง ๆ ลงในวารสารนั้น ท่านบอกว่าเป็นงานที่สนุกมาก และมักจะมีการจัดปาร์ตี้อยู่เป็นประจำ เรื่องที่คุยกันในการสังสรรค์ก็ไม่พ้นเรื่องการเมือง โดยเฉพาะการเมืองไทย ในตอนที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 ท่านกำลังศึกษาอยู่ในปีสุดท้าย พอนักเรียนไทยได้ทราบเรื่องนี้จากสถานทูตไทยในอังกฤษ สมาคมก็จัดงานเลี้ยงขึ้นในทันที โดยทุกคนก็รู้สึกดีใจในการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยในครั้งนั้น

ปีต่อมาเมื่อท่านเรียนจบและกลับมาประเทศไทย ท่านก็ได้มาทำงานที่กระทรวงการคลัง เป็นเลขานุการของนายเจมส์ แบกซ์เตอร์ ที่ปรึกษาด้านการคลังที่รัฐบาลยังจ้างไว้ เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ อันเป็นผลมาจากเศรษฐกิจที่ตกต่ำไปทั่วโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่ยังคงเป็นปัญหาใหญ่มาตั้งก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง ทำให้ท่านได้ใกล้ชิดกับข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญ และได้เห็นกระบวนการตัดสินใจของรัฐบาลเกี่ยวกับนโยบายด้านการคลังต่าง ๆ จึงทำให้ท่านมองเห็นปัญหาต่าง ๆ ของบ้านเมือง ซึ่งนั่นก็คือ “ความสนใจทางการเมือง” ที่กำลังก่อตัวมากขึ้นในจิตใจของท่าน

ใน พ.ศ. 2481 ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้สมรสกับ ม.ร.ว.พักตร์พริ้ง ทองใหญ่ ที่ถือว่าเป็นสาวในวงสังคมชั้นสูงที่มีความงามเป็นเลิศ (ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เล่าว่า วันหนึ่งท่านนั่งรถผ่านไปที่แยกเฉลิมกรุง ได้เห็นรูปภาพหญิงงามนางหนึ่งวางตั้งอยู่ในตู้กระจกหน้าร้านถ่ายรูป จึงลงไปถามว่าเป็นรูปใคร พอทราบว่าเป็นใครก็ให้ญาติที่รู้จักนัดหมายให้ได้พบกัน จนกระทั่งมีการสู่ขอและแต่งงานกันในที่สุด) แล้วท่านก็ได้งานใหม่ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ แต่ต้องไปทำงานที่ลำปาง ในตำแหน่งผู้จัดการสาขาด้วยวัยเพียง 28 ปี และได้ไปกำเนิดบุตรและธิดา2 คนที่นั่น

ระหว่างนั้นก็เกิดสงครามอินโดจีน ตามมาด้วยสงครามมหาเอเชียบูรพา ซึ่งท่านก็ได้ถูกเกณฑ์ให้ไปเป็นทหารร่วมรบในทั้ง 2 ศึกนั้น จนได้รับยศทางทหารเป็นสิบตรี ครั้นพอเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านก็ถูกเรียกตัวให้กลับมาทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย จึงอพยพครอบครัวกลับมาอยู่ที่กรุงเทพฯ และมาปักหลักปักฐานที่ซอยสวนพลูนับแต่บัดนั้น (ก่อนที่ท่านจะสร้างบ้านทรงไทย ท่านได้เช่าบ้านอยู่ที่ปากซอยพระพินิจ บนถนนสวนพลู บริเวณที่อยู่ตรงข้ามกับสถานทูตออสเตรเลียในปัจจุบัน ที่สมัยนั้นยังเรียกว่าซอยสวนพลู อันเป็นชื่อที่ติดปากที่คนยังเรียกขานบริเวณย่านยนี้ชื่อนี้มาโดยตลอด)

ในช่วงนี้แหละที่ท่านได้เกิดความสนใจทางการเมืองเป็นอย่างมาก เพราะในขณะที่ท่านทำงานในธนาคารแห่งประเทศไทย ในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายออกบัตร (คือผู้ที่ดูแลการพิมพ์ธนบัตรออกมาใช้จ่าย) ท่านก็ได้ทราบถึงปัญหาความขัดแย้งของผู้นำในรัฐบาล ที่มีการแบ่งพวกเป็น 2 ฝ่าย คือพวกหนึ่งสนับสนุนญี่ปุ่นและยอมอยู่ใต้การปกครองของญี่ปุ่น อีกพวกหนึ่งต่อต้านญี่ปุ่นและตั้งสมาคมเสรีไทยขึ้นต่อสู้

ในขณะเดียวกันท่านก็ได้ทำงานเป็นอาจารย์พิเศษ สอนเกี่ยวกับการเงินการธนาคาร ในคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำให้ได้มีโอกาสนำปัญหาของประเทศและความขัดแย้งในรัฐบาลมาบรรยายอย่างเผ็ดร้อน พร้อมกับได้รับเชิญให้เป็นนักเขียนกิตติมศักดิ์ในหนังสือพิมพ์อีก 2 ฉบับ ทำให้ท่านได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นสู่สาธารณะอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับมีชื่อเสียงในด้านสื่อสารมวลชนมากขึ้นเรื่อย ๆ

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด ผู้นำรัฐบาลฝ่ายที่สนับสนุนญี่ปุ่นได้หมดบทบาทไป ผู้นำในฝ่ายสมาคมเสรีไทยก็เข้ามาทำหน้าที่แทน พร้อมกับที่ได้เชิญ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา หัวหน้าเสรีไทยในต่างประเทศ ให้มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ใน พ.ศ. 2489 โดยท่านอาจาร์เสนีย์ได้ให้มีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ ระหว่างที่รอรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ให้มีการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรแทนตำแหน่งที่ว่าง ซึ่งก็ได้มีคนมาชวนท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ลงเลือกตั้งด้วย แต่ท่านยังไม่พร้อม ได้แต่ไปช่วยเพื่ออาจารย์คนหนึ่งที่ลงเลือกตั้งหาเสียง ทำให้ท่านได้มีประสบการณ์ตรงในทางการเมืองเป็นครั้งแรกจนเมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ในปลายปี 2489 รัฐบาลก็ให้มีการเลือกตั้งใหม่หมดทั้งประเทศ ท่านจึงได้ลงเลือกตั้งที่จังหวัดพระนคร และได้เป็น ส.ส.สมใจ

รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2489 มีบทบัญญัติที่สนับสนุนให้มีการจัดตั้งพรรคการเมือง ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เมื่อได้เป็น ส.ส.แล้วก็ไปยื่นขอจัดตั้งพรรคการเมืองกับกระทรวงมหาดไทย ชื่อว่าพรรคก้าวหน้า อันอาจจะถือได้ว่าเป็นพรรคการเมืองพรรคแรกของไทยที่จัดตั้งขึ้นโดยรัฐธรรมนูญ แต่ในระหว่างที่กำลังหาคนมาเข้าพรรคนั้น ส.ส.คนอื่น ๆ ในสภาก็มีความเคลื่อนไหวที่จะตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาอีกหลายพรรคเช่นกัน โดยมีกลุ่มที่จะมารวมเป็นพรรคใหญ่ ๆ อยู่2กลุ่ม เพื่อลงคะแนนเอาชนะกันในการเลือกตัวนายกรัฐมนตรี

กลุ่มหนึ่งสนับสนุนอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ที่เป็นอดีตแกนนำคนสำคัญของคณะราษฎร และยังคงมีอิทธิพลทั้งในรัฐบาลและรัฐสภาเป็นอย่างมาก อีกกลุ่มหนึ่งไม่ชอบอาจารย์ปรีดี จึงได้หันไปสนับสนุนนายควง อภัยวง์ อดีตแกนนำของคณะราษฎรอีกคนหนึ่ง เพื่อให้มาลงแข่งขันในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีดังกล่าว

ปรากฏว่ากลุ่มที่สนับสนุนอาจารย์ปรีดีมีชัยชนะ และได้จัดตั้งกันเป็นพรรคการเมืองเพื่อสนับสนุนรัฐบาล ในชื่อว่า พรรคแนวรัฐธรรมนูญ ดังนั้นกลุ่มที่สนับสนุนนายควงจึงรวมกันตั้งเป็นพรรคการเมืองขึ้นบ้าง เพื่อถ่วงดุลกับรัฐบาลและทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน ในชื่อว่า พรรคประชาธิปัตย์ โดยให้นายควงเป็นหัวหน้าพรรค และท่านอาจารย์คึกฤทธิ์รับเป็นเลขาธิการพรรค

ด้วยเหตุที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เป็นตัวตั้งตัวตีและเป็นเรี่ยวแรงสำคัญของการรวมกลุ่ม ส.ส.ในครั้งนั้น ซึ่งท่านก็ได้อยู่ในพรรคประชาธิปัตย์ต่อมาจนถึง พ.ศ. 2492ที่ท่านได้ลาออกจากตำแหน่ง ส.ส. และรวมถึงตำแหน่งในพรรคประชาธิปัตย์นั้นด้วย หลังจากที่ได้อภิปรายไม่เห็นด้วยกับการขึ้นเงินเดือนให้ ส.ส. โดยในวันรุ่งขึ้นที่บ้านซอยสวนพลู ได้มีชาวบ้านคนหนึ่งมาขอพบท่าน เมื่อท่านอนุญาตให้เข้ามาแล้ว ชาวบ้านคนนั้นก็เอาทองคำเปลวมาปิดที่บนแขนของท่าน

เรื่องที่ชาวบ้านเอาทองคำเปลวมาปิดบนแขนท่านอาจารย์คึกฤทธิ์นั่นเป็นข่าวใหญ่มาก ๆ ในสมัยนั้น น่าจะพอๆ กับข่าวการลาออกของ ส.ส.พรรครัฐบาลเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ แต่เป็นคนละแนวคิด เพราะการลาออกของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์นั้นได้รับการสรรเสริญจากผู้คน และทำให้สถาบันผู้แทนราษฎรมีความสูงส่ง แต่การลาออกของ ส.ส.ในพรรคการเมืองใหญ่ แม้จะมีจำนวนมากถึง 21 คน แต่ก็เป็นการลาออกในแบบ “เล่นละคร – ลิเกน้ำเน่า - ปาหี่ต้มคนดู” ซึ่งไม่ค่อยมีคนชื่นชมอะไร ทั้งยัง “ด้อยค่า” ระบบรัฐสภาให้ตกต่ำไปมากยิ่งขึ้น

แม้ว่าพรรคการเมืองอาจจะไม่ใช่สถาบันที่ศักดิ์สิทธิ์ แต่ถ้าใครเหยียบย่ำทำลาย ก็อาจจะพบกับหายนะล่มจมในเร็ว ๆ นี้

******************************

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน