
ใต้ถุนบ้านซอยสวนพลู (14)
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
***************
“กูรู” ไม่ใช่แค่รอบรู้ แต่ต้องรู้วิธีการสื่อสารและรู้จังหวะเวลาที่จะสื่อสารนั้นด้วย
ในช่วงที่บ้านเมืองปกครองโดยทหารที่ชื่อว่า “คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน” ระหว่าง พ.ศ.2519-2522 ผมกำลังศึกษาอยู่ในคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้มาทำงานที่บ้านสวนพลูในช่วงปิดเทอม ในตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการของท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เนื่องจากท่านมีเลขานุการประจำอยู่คนหนึ่งแล้ว
งานหลัก ๆ คือช่วยรับโทรศัพท์ที่จะมีคนในฐานะอาชีพต่าง ๆ โทรเข้ามาวันละมาก ๆ หลายสิบสาย ช่วยตรวจปรู๊ฟบทความที่ท่านเขียนก่อนส่งโรงพิมพ์สยามรัฐ และพอตอนเย็นก็ต้องคอยรับแขกที่มาทานข้าวกับท่าน โดยการ “เดินเครื่องดื่ม” คือต้องคอยจดจำว่าแขกท่านใดดื่มเครื่องดื่มอะไร ก่อนที่จะไปบอกให้เด็กในบ้านมารับไปชงมาในแบบที่แขกแต่ละคนชอบนั้น
ส่วนในวันเสาร์อาทิตย์ก็จะมีงานเพิ่ม คือต้องคอยต้อนรับพี่ ๆ ผู้สื่อข่าว ที่มา “ขอข่าว” เนื่องจากในวันเสาร์อาทิตย์ไม่ค่อยมีข่าวที่สภาหรือที่ทำเนียบ ผู้สื่อข่าวก็จะมาหาข่าวเอากับ “กูรูแห่งซอยสวนพลู” ที่ท่านมักจะมีความเห็นเรื่องต่าง ๆ ได้ทุกเรื่อง แม้แต่เรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง
การต้อนรับพี่ผู้สื่อข่าวไม่ค่อยจะมีพิธีรีตองมาก พอช่วงสาย ๆ ราว 9 โมงกว่า ๆ ถึง 10โมง “จ่าเสริฐ” ตำรวจจากโรงพักทุ่งมหาเมฆ ที่มาดูแลประจำที่หน้าบ้านทุก ๆ วัน ตั้งแต่สมัยที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2518 ก็จะเข้ามาบอกผมว่ามีผู้สื่อข่าวมาขอสัมภาษณ์ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ผมก็จะไปบอกกับท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เสียก่อน ซึ่งท่านก็ไม่เคยขัดข้องอะไร
จากนั้นผมก็จะไปรับพี่ ๆ ผู้สื่อข่าวเข้ามาในบ้าน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนหน้าเดิม ๆ แต่ละสัปดาห์ก็จะมีไม่น้อยกว่า 7-8 คน เข้าใจว่าจะนัดกันมาเป็นประจำ โดยจะใช้เวลาสัมภาษณ์กันไม่เกิน 1ชั่วโมง เพราะพี่ ๆ ผู้สื่อข่าวก็คงจะรู้ว่า ทุกวันเสาร์อาทิตย์นั้นจะมี “ขาประจำ” คือลูกศิษย์และญาติมิตรคนใกล้ชิดของท่านมาทานข้าวกลางวันด้วยเป็นประจำ โดยแขกวีไอพีกลุ่มนี้จะทยอยกันมาราว ๆ 5 โมงเช้า
ก่อนสัมภาษณ์ตอนที่ผมไปรับพวกพี่ผู้สื่อข่าวนั้น เราจะมี “ซิกแนล” กันนิดหน่อย คือถ้าผมยกนิ้วหัวแม่มือขึ้น แสดงว่าท่านอาจารย์คึกฤทธิ์อารมณ์ดี แต่ถ้าผมคว่ำนิ้วหัวแม่มือลงแสดงว่าท่านอาจารย์คึกฤทธิ์อารมณ์ “บ่จอย” เท่าไรนัก พี่ ๆ ผู้สื่อข่าวก็จะได้ถามไถ่ให้เข้าด้วยอารมณ์แต่ละแบบนั้น
ในวันที่20 ตุลาคม พ.ศ. 2520 คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินได้ทำรัฐประหารซ้ำ เพื่อเปลี่ยนเอารัฐบาลของนายธานินทร์ กรัยวิเชียร ที่คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินแต่งตั้งให้มาบริหารประเทศ ภายหลังเหตุการณ์ “วันมหาอัปยศ” 6 ตุลาคม 2519 ออกไปเสียจากระบบการบริหารแผ่นดิน เหตุผลก็คือมีรัฐมนตรีหลายคนที่ทำงานอย่างเฟอะฟะ มีนโยบายแปลก ๆ เช่น ประกาศจะสร้างเสาธงที่สูงที่สุดในประเทศ ฯลฯ บางคนก็ออกหนังสือพิมพ์ที่ใช้ภาษีของประชาชนต่อต้านคอมมิวนิสต์ สร้างความแตกแยกระหว่างผู้คนในชาติ โดยเฉพาะนโยบายขวาจัดที่ทำให้นักศึกษาและปัญญาชนรวมถึงนักการเมือนหลายคนต้องหนีเข้าป่า สุดท้ายคือมีการปล่อยให้เกิดเหตุระเบิดใกล้ที่ประทับของพระเจ้าอยู่หัวในจังหวัดยะลา
สุดสัปดาห์วันหนึ่งหลังการยึดอำนาจในครั้งนั้น พี่ผู้สื่อข่าวก็ได้มาขอสัมภาษณ์ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ตามปกติ วันนั้นท่านอาจารย์คึกฤทธิ์อารมณ์ดีเป็นพิเศษ เพราะท่านเองก็เขียนบทความโจมตีความเฟอะฟะของรัฐมนตรีหลาย ๆ คนในรัฐบาลชุดนั้นมาเป็นระยะ พอคนพวกนั้นถูกปลดออกไป ท่านก็คงดีใจเป็นธรรมดา ผมยกหัวแม่มือขึ้นด้วยมือทั้งสองข้าง เป็นสัญญาณว่าวันนี้ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์อารมณ์ดีมาก ๆ พี่ ๆ ผู้สื่อข่าวก็เดินเกาะกลุ่มกันเข้าไป แต่ด้วยท่าทางที่ระมัดระวัง เพราะคงไม่เชื่อว่าท่านจะอารมณ์ดีจริง ๆ
ตอนนั้นเป็นช่วงต้นหน้าหนาว ที่บ้านสวนพลูจะมีกระถางไม้เมืองหนาว เช่น แดฟโฟดิล และไฮยาซินห์ ที่กำลังออกดอกมาวางประดับไว้ตามมุมต่าง ๆ พอพี่ ๆ ผู้สื่อข่าวไปถึงใต้ถุนบ้าน เมื่อทุกคนไหว้ท่านเสร็จสรรพ ก็มีคนหนึ่งพูดออกมาว่า ดอกไม้สวยจังเลย ซื้อมาจากไหนหรือ ผมสังเกตเห็นว่าท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ที่อารมณ์ดีมาแต่เช้า กลับบูดบึ้งขึ้นมาทันที แต่ก่อนที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์จะ “น็อตหลุด” ออกมา ก็มีพี่คนหนึ่งพูดเอ็ดเพื่อนที่เผลอพูดผิดออกไปว่า “ไอ้บ้า ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ปลูกเองโว้ย” ก็พอคลี่คลายบรรยากาศไปได้
วันนั้น หลังจากที่คุยถามสถานการณ์ทางการเมืองต่าง ๆ พอได้ข่าวไปเป็นกระสายแล้ว ก็มีการพูดคุยถึงสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา ที่มีข่าวว่ามีการประทะกันอยู่ประปราย ผู้สื่อข่าวคนหนึ่งคงจะมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องกรณีพิพาทเกี่ยวกับเขาพระวิหาร ก็ถามขึ้นกลางวงว่า “ท่าน(อาจารย์คึกฤทธิ์)ว่าจะต้องมีคดีถึงศาลโลกอีกไหม” ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็ตอบว่า “ไม่มีหรอก เพราะผมจับเจ้าเขมรมาเป็นตัวประกันไว้แล้ว” คือในตอนนั้นมีเจ้าเขมรครอบครัวหนึ่งมาเช่าบ้านที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ปลูกไว้ให้เช่าในซอยหลังบ้านสวนพลูของท่าน เข้าใจว่ามีพระธิดาองค์หนึ่งมาเรียนที่กรุงเทพฯ จึงได้มาเช่าบ้านอยู่ที่นี่
ซึ่งในวันเกิดของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ในวันที่20เมษายนปีหนึ่ง แขกที่มาร่วมงานหลายคนก็เคยได้เห็นพระธิดาเจ้าเขมรองค์นั้นมาอวยพรท่านอาจารย์คึกฤทธิ์อยู่ด้วย จากนั้นท่านก็สอนวิธีการทำข่าวให้แก่ผู้สื่อข่าว โดยบอกว่าการมาข่าวกับท่านทุกสุดสัปดาห์นี้ก็ดีอยู่หรอก แต่ถ้าจะให้ดีจะต้องไปหาผู้ให้สัมภาษณ์คนอื่น ๆ ด้วย “เอาที่เขาเกลียดผม อย่างตา...(ชื่อรัฐมนตรีที่เพิ่งถูกปลด)นั่น เขาจะได้โต้ตอบกับผม เหมือนเอาคนมาชกมวยไง หนังสือพิมพ์คุณก็จะขายดี” แล้วท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็หัวเราะชอบใจ
ใต้ถุนบ้านสวนพลูนั้นมีความรู้ให้แก่ผู้คนมากมาย สำหรับผู้สื่อข่าวนั้นก็ถือได้ว่า ที่บ้านสวนพลูนี้เป็น “สถาบันนิเทศศาสตร์” อีกแห่งหนึ่ง เพราะตัวเจ้าของบ้านก็คือนักหนังสือพิมพ์ด้วยคนหนึ่ง ซึ่งท่านก็ได้ใช้ชีวิตในอาชีพหนังสือพิมพ์ตั้งแต่หนุ่ม ๆ จนถึงวาระสุดท้ายในชีวิต ไว้เป็นแบบอย่างให้กับผู้มีอาชีพสื่อสารมวลชน จนเมื่อรัฐบาลได้เสนอชื่อท่านให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกกับยูเนสโกที่องค์การสหประชาชาติ ในวาระครบ 100 ปีชาตกาลของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ เมื่อ พ.ศ.2554 ก็ยังได้รับการยอมรับให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกในด้านสื่อสารมวลชนนั้นอีกด้วย
หลายคนสงสัยว่า ถ้าท่านอาจารย์คึกฤทธิ์มีชีวิตอยู่มาถึงยุคสื่อดิจิตอลแบบในสมัยนี้ ท่านจะมีบทบาทหรือสื่อสารกับสาธารณชนอย่างไร บางทีอาจจะสร้างสีสันและสาระประโยชน์ได้มากในแบบ “กูรู” ของท่าน ไม่ใช่ใส่สีและสร้างกระแสกันเลอะเทอะแบบพวกผู้ให้ข่าวที่ “หิวแสง” กันจนบ้าบอในทุกวันนี้
******************************







