
ติดตามการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินไทย
เงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 32.80-33.80 ในสัปดาห์นี้ ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินไทย (กนง.) ในช่วงกลางสัปดาห์
คอลัม มันนี่วีก (Money… week) โดย...กฤติกา บุญสร้าง, มนัสวิน ฐิติสมบูรณ์ สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทยประเมินว่า เงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 32.80-33.80 ในสัปดาห์นี้ ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินไทย (กนง.) ในช่วงกลางสัปดาห์ และแนวทางการดำเนินนโยบายในระยะถัดไป ท่ามกลางปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยตลาดคาดการณ์ว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องจากการประชุมในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่ง กนง. มีมติเอกฉันท์ให้คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.50% ภายหลังจากที่เสียงแตกในการประชุมเดือนสิงหาคมในช่วงที่โควิดแพร่ระบาดรุนแรงจนรัฐบาลต้องประกาศปิดเมือง
ด้านต่างประเทศ สหรัฐฯ จะเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อในเดือนตุลาคม ภายหลังจากที่เฟดประกาศลดคิวอีอย่างเป็นทางการ เริ่มต้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนนี้ ในขณะที่จีนจะประกาศตัวเลขส่งออกและนำเข้าในเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นที่น่าจับตามองในแง่ของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ผลของการขาดแคลนพลังงาน การแพร่ระบาดของโควิด-19 และการดำเนินนโยบายไร้โควิด-19 ของจีน รวมถึงภาวะชะงักงันภาคอุปทาน และภาคอสังหาริมทรัพย์ที่เปราะบางมากขึ้นด้วย ทั้งนี้ ตลาดคาดการณ์ว่าการส่งออกเดือนตุลาคมของจีนจะเติบโต 22.70%YoY จากเดือนกันยายนที่ขยายตัว 28.10%YoY
ภาพรวมตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงวันที่ 1-5 พฤศจิกายน 2564 ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงในช่วงสัปดาห์แรกของการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวแบบไม่กักตัว ด้าน ททท. ปรับคาดการณ์นักท่องเที่ยวเข้าประเทศไทยในปีนี้ที่ 7 แสนคน โดยคาดการณ์ว่าภายหลังจากรัฐบาลประกาศเปิดประเทศ จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาไทยเดือนละ 3 แสนคน ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคมนี้ ด้านการคลัง สบน. ระบุว่าการกู้ยืมต่างประเทศยังคงเป็นหนึ่งในทางเลือก โดยในปีงบประมาณ 2022 ภาครัฐมีแผนกู้เงิน 2.3 ล้านล้านบาท เป็นการกู้เงินใหม่ 1.12 ล้านล้านบาท และเป็นการบริหารหนี้เดิม 1.19 ล้านล้านบาท ในขณะที่การใช้จ่ายผ่าน พรก. เงินกู้ 5 แสนล้านบาทนั้น มีการอนุมัติกรอบวงเงินแล้ว 2.37 แสนล้านบาท โดยกู้เงินแล้ว 1.44 แสนล้านบาท และเบิกจ่ายแล้ว 1.3 แสนล้านบาท สรุปรวมยอดเงินคงเหลือ 2.63 แสนล้านบาท
ด้านสหรัฐฯ เฟดประกาศลดคิวอีอย่างเป็นทางการและส่งสัญญาณชะลอคาดการณ์ของการขึ้นดอกเบี้ยของตลาด โดยเฟดคงดอกเบี้ยนโยบายและลดคิวอี 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน ในเดือนพฤศจิกายนและธันวาคมนี้ ในขณะที่โพเวลระบุชัดเจนว่ายังต้องรอดูพัฒนาการของตลาดแรงงานสู่เป้าหมายการจ้างงานสูงสุดประกอบกับปัจจัยอื่นๆ ก่อนที่จะขึ้นดอกเบี้ย ด้านเงินเฟ้อ เฟดยังคงประเมินว่าเป็นปัจจัยชั่วคราวที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นจากปัญหาภาวะชะงักงันภาคอุปทานและไม่ได้เกิดจากตลาดแรงงานที่ตึงตัว ด้านตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ตลาดแรงสหรัฐฯ ส่งสัญญาณดีต่อเนื่อง โดยการจ้างงานนอกภาคการเกษตรในเดือนตุลาคมเพิ่มสูงถึง 531,000 ตำแหน่ง สูงกว่าคาดการณ์ที่ 450,000 ตำแหน่ง ในขณะที่การขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลงสู่จุดต่ำสุดใหม่ภายหลังจากโควิด-19 ต่อเนื่อง ด้านดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตของสหรัฐฯ เดือนตุลาคมชะลอลงสะท้อนภาวะชะงักงันภาคอุปทาน อย่างไรก็ตาม ภาคบริการยังคงส่งสัญญาณฟื้นตัวดี โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการสหรัฐฯ สำรวจโดยไอเอสเอ็มในเดือนตุลาคมพุ่งสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 66.7 ทั้งนี้ ในประเด็นด้านกรอบหนี้สาธารณะของสหรัฐ เยลเลนเสนอให้ยื่นพิจารณาขยายกรอบหนี้สาธารณะแบบไม่ต้องพึ่งคะแนนเสียงจากรีพับลิกัน อย่างไรก็ตาม โจ แมนชิน วุฒิสภาจากรัฐเวสต์เวอร์จิเนีย ผู้มีฐานเสียงในพรรคแดโมแครต ระบุว่าไม่สนับสนุนวิธีการนั้น จนกว่าจะได้ข้อมูลเพิ่มเติมก่อน
ฝั่งยุโรป ลาการ์ดระบุว่าอีซีบีจะยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยในปี 2022 พร้อมทั้งระบุว่าเงื่อนไข 3 ประการในการขึ้นดอกเบี้ยยังคงไม่บรรลุ เนื่องจากเงินเฟ้อในระยะกลางยังคงมีแนวโน้มน้อยกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ และยังไม่มีแนวโน้มว่าจะบรรลุเป้าหมายในปีหน้า ด้านเงินเฟ้อยูโรโซนในเดือนตุลาคมขยายตัว 4.1%YoY สูงสุดในรอบ 13 ปี ในขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตของยูโรโซนในเดือนตุลาคมชะลอลงจากในเดือนก่อนหน้า และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการของยูโรโซนในเดือนตุลาคมลดลงต่ำสุดในรอบ 6 เดือน เนื่องจากปัญหาภาวะคอขวดของภาคอุปทานและปัญหาการขนส่ง ด้านอังกฤษ ธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.1% ด้วยคะแนนโหวต 7-2 เสียง สวนทางคาดการณ์ของตลาด และคงมาตรการซื้อสินทรัพย์ โดยบีโออีประเมินว่าเศรษฐกิจอังกฤษชะลอตัวลงตั้งแต่เดือนสิงหาคม เนื่องจากภาวะชะงักงันภาคอุปทาน ส่งผลให้บีโออีปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจในปีนี้และปีหน้าลงจาก 7.25% และ 6% เป็น 7% และ 5% ตามลำดับ
ด้านเอเชีย นายกรัฐมนตรีจีน หลี่ เค่อเฉียง ส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจจีนอาจเจอกับแรงกดดันด้านต่ำ และจำเป็นต้องมีการปรับตัว โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตจีนอยู่ในช่วงหดตัวติดต่อกัน 2 เดือน และดัชนีฯ ภาคการบริการยังอยู่ในช่วงขยายตัว แต่ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้า ด้านญี่ปุ่น ฟุมิโอะ คิชิดะ ชนะเสียงข้างมากในสภาล่างของญี่ปุ่น จำนวน 261 ที่นั่งจาก 465 ที่นั่ง ทำให้พรรคเสรีประชาธิปไตยยังคงครองเสียงข้างมากในสภา อย่างไรก็ตาม จำนวนที่นั่งนับว่าน้อยที่สุดนับตั้งแต่สมัยอาเบะในปี 2012
เงินบาทปิดตลาดที่ 33.32 ในวันศุกร์ที่ 5 พฤศจิกายน 2564 ณ เวลา 17.00 น.
ภาพรวมตลาดตราสารหนี้ในสัปดาห์ที่ผ่านมาอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของประเทศสหรัฐฯ อายุ 10ปี เคลื่อนไหวผันผวนอยู่ในกรอบ 1.50% - 1.60% โดยช่วงต้นสัปดาห์อัตราผลตอบแทนปรับตัวสูงขึ้นไปก่อนจากการประชุมธนาคารกลางออสเตรเลียที่ถึงแม้จะมีมติคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.10% และคงการซื้อสินทรัพย์ไปจนถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ แต่ได้ประกาศยกเลิกการตั้งเป้าหมายอัตราผลตอบแทนพันธบัตรเดือนเมษายน 2024 (Yield Curve Control) ที่ 0.10% เนื่องจากเศรษฐกิจออสเตรเลียฟื้นตัวได้ดี และเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น ถือเป็นสัญญาณที่ทำให้ตลาดคาดว่าธนาคารกลางออสเตรเลียอาจจะสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วขึ้น และเป็นปัจจัยนำตลาดที่ทำให้อัตราผลตอบแทนของประเทศเศรษฐกิจหลักปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ในช่วงท้ายสัปดาห์มีปัจจัยอย่างการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่มีมติงดอกเบี้ยนโยบายและประกาศลดคิวอี1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนพฤศจิกายนและธันวาคมนี้ พร้อมกับส่งสัญญาณชะลอคาดการณ์ของการขึ้นดอกเบี้ยของตลาด เช่นเดียวกับการประชุมธนาคารกลางของอังกฤษที่มีมติคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.1% ด้วยคะแนนโหวต 7-2 เสียง สวนทางกับที่ตลาดได้คาดการณ์ว่าอาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมดังกล่าว ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษอายุ 2 ปี และ 10ปี ปรับตัวลดลงประมาณ 20 bps และ 10 bps ตามลำดับ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรของประเทศเศรษฐกิจหลักปรับตัวลดลงในปลายสัปดาห์
ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับตัวลดลงเล็กน้อย ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับปัจจัยต่างประเทศที่นักลงทุนดูผ่อนคลายลงจากความกังวลต่อประเด็นของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยไฮไลท์สำคัญของสัปดาห์จะอยู่ที่การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของไทยในวันที่ 10 พศจิกายนนี้ ซึ่งนักลงทุนคงต้องติดตามว่าจะมีปัจจัยใหม่ๆ เข้ามาขับเคลื่อนตลาดหรือไม่ โดยนักลงทุนส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าคณะกรรมการน่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 0.50% ส่วนทางด้านกระแสเงินทุนต่างชาติในสัปดาห์ที่ผ่านมาไหลเข้าสู่ตลาดตราสารหนี้ไทยมูลค่าสุทธิประมาณ 5,360 ล้านบาท ซึ่งเป็นการซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น 1,428 ล้านบาท ซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว 4,529 ล้านบาท และมีตราสารหนี้ที่ถือครองโดยนักลงทุนต่างชาติหมดอายุ 597 ล้านบาท ส่งผลให้ ณ วันที่ 05 พฤศจิกายน 2564 อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลไทยรุ่นอายุ 1, 2, 3, 5, 7 และ 10ปี อยู่ที่ 0.53% 0.68% 0.87% 1.19% 1.56% และ 1.93% ตามลำดับ







