posttoday

ค่าเงินบาท ติดตามรายละเอียดการลดคิวอีของเฟด

01 พฤศจิกายน 2564

เงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 32.70-33.70 ในสัปดาห์นี้ ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือการประชุมเฟดในวันที่ 4 พฤศจิกายน

คอลัมน์ มันนี่วีก (Money… week) โดย...กฤติกา บุญสร้าง, มนัสวิน ฐิติสมบูรณ์สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย

สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทยประเมินว่า เงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 32.70-33.70 ในสัปดาห์นี้ ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือการประชุมเฟดในวันที่ 4 พฤศจิกายน ซึ่งเฟดจะเปิดเผยรายละเอียดการลดคิวอี ในขณะที่ตลาดคาดการณ์ถึงการขึ้นดอกเบี้ยในปีหน้า จากแรงกดดันเงินเฟ้อจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นในภาวะชะงักงันของภาคอุปทาน

สำหรับในสัปดาห์ต้นเดือนจะมีการประกาศดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ ทั้งในภาคการผลิตและภาคการบริการในหลายประเทศ ซึ่งจะสะท้อนการฟื้นตัวของภาคธุรกิจ ทั้งนี้ นอกจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อแล้ว ประเทศไทยจะมีการประกาศเงินเฟ้อในเดือนตุลาคม ซึ่งตลาดคาดการณ์ว่าจะเร่งตัวขึ้นเป็น 1.80%YoY จากในเดือนกันยายนที่ 1.68%YoY รวมถึงมีการประกาศดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสำรวจโดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยด้วย

ภาพรวมตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงวันที่ 25-29 ตุลาคม 2564 ค่าเงินบาทปิดแข็งค่าขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า จากการส่งออกในเดือนกันยายนที่ขยายตัว 17.1%YoY ดีกว่าคาดการณ์ที่ 11.75%YoY เนื่องจากเศรษฐกิจคู่ค้าที่ฟื้นตัว ทั้งนี้ การส่งออกเดือนกันยายนไม่รวมทองคำ น้ำมัน และยุทธปัจจัย ขยายตัว 14.8%YoY โดยรวม 9 เดือนแรกของปี 2021 การส่งออกไทยขยายตัว 15.5%YoY และหากไม่รวมทองคำ น้ำมัน และยุทธปัจจัย จะการส่งออก 9 เดือนแรกขยายตัว 20.4%YoY ด้านการนำเข้าในเดือนกันยายนขยายตัว 30.30%YoY ในขณะที่ดุลการค้าเดือนกันยายนกลับมาเกินดุล 609.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ประกอบกับความหวังเปิดประเทศในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ โดยมี 46 ประเทศที่นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางเข้าไทยโดยไม่ต้องกักตัว ในขณะที่รัฐบาลไทยปรับลดพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) ลงเหลือ 7 จังหวัด จากเดิม 23 จังหวัด โดยในจังหวัดสีแดงเข้มยังคงมาตรการเคอร์ฟิว และกำหนดพื้นที่นำร่องท่องเที่ยว (สีฟ้า) ไม่มีเคอร์ฟิว จำนวน 4 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร กระบี่ พังงา และภูเก็ต ซึ่งเป็นความหวังสำคัญต่อเม็ดเงินที่จะไหลเข้าสู่ในประเทศ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์แพร่ระบาดในจีนและการประกาศไม่ให้ชาวจีนเดินทางออกนอกประเทศจีนโดยไม่จำเป็นมีแนวโน้มจะส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวไทยค่อนข้างมาก เนื่องจากในช่วงก่อนโควิด-19 กว่า 30% ของนักท่องเที่ยวในปี 2019 เป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าพบโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ในประเทศ เป็นสายพันธุ์เดลต้าพลัส และสายพันธุ์อัลฟ่าพลัส อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุขระบุว่าสายพันธุ์เดลต้าพลัสที่พบไม่ใช่ AY.4.2 ที่ระบาดได้เร็วกว่าสายพันธุ์เดลต้า 10-15% ด้านกระทรวงการคลังปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจในปีนี้ลงเหลือ 1.0% จาก 1.3% ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวที่ปรับลดลงเหลือ 1.8 แสนคน จาก 3 แสนคน และคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจในปีหน้าจะเติบโต 4.0% ด้วยคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยว 7 ล้านคน ในขณะที่ ธปท. ประกาศขยายระยะเวลากองทุน BSF ไปจนถึงสิ้นปี 2565 จากเดิมที่สิ้นสุดในปีนี้ เพื่อเป็นกลไกให้ความช่วยเหลือด้านสภาพคล่อง ในระหว่างที่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องทางฝั่งสหรัฐฯ โพเวลส่งสัญญาณแสดงความกังวลต่อเงินเฟ้อและพร้อมจะใช้เครื่องมือของเฟดหากเงินเฟ้อพุ่งสูง และยังกล่าวว่าเงินเฟ้อมีแนวโน้มคงอยู่ในปี 2022 ในขณะที่การลดคิวอีควรเสร็จสิ้นภายในกลางปีหน้า แต่ระบุว่ายังไม่ถึงเวลาในการขึ้นดอกเบี้ย ด้านตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ย่ำแย่กว่าคาด โดยจีดีพีสหรัฐฯ ในไตรมาส 3 ขยายตัว 2.0% annualized QoQ น้อยกว่าคาดการณ์ที่ 2.6% annualized QoQ เนื่องจากการชะลอตัวลงของการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งเป็นสัดส่วนใหญ่ราว 69% ของเศรษฐกิจ โดยการบริโภคเอกชนขยายตัวเพียง 1.6%QoQ น้อยกว่าในไตรมาสก่อนหน้าที่ 12.0%QoQ ในขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐลดลง 4.7% เนื่องจากมาตรการช่วยเหลือการจ้างงานที่หมดลง ด้านตลาดแรงงานสหรัฐฯ ส่งสัญญาณฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยการขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกอยู่ที่ 281,000 ในสัปดาห์ที่แล้ว นับเป็นจุดต่ำสุดใหม่หลังจากเกิดโควิด-19 และต่ำกว่าคาดการณ์ ทั้งนี้ แดโมแครตได้ข้อสรุปในร่างงบประมาณเศรษฐกิจมูลค่า 1.75 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว โดยในร่างนี้จะรวมถึงภาษีธุรกิจ ภาษีซื้อหุ้นคืน และภาษีเงินได้เพิ่มเติมสำหรับผู้มีรายได้สูงด้วย ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้ให้สหรัฐมากกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 10 ปี

ด้านการประชุมธนาคารกลาง อีซีบีคงดอกเบี้ยนโยบายตามคาด และส่งสัญญาณคงการซื้อสินทรัพย์ไปจนถึงมีนาคม 2022 ตามเดิม ด้วยความเร่งที่ชะลอลงจากไตรมาสที่ 2 และไตรมาสที่ 3 ในขณะที่ลาการ์ดส่งสัญญาณชะลอคาดการณ์ของตลาดในการขึ้นดอกเบี้ย แม้จะยอมรับว่าเงินเฟ้อจะอยู่เหนือเป้าหมายในปี 2022 แต่มองว่าเงินเฟ้อจะกลับสู่เป้าหมายในปี 2023 ท่ามกลางคาดการณ์ของตลาดในการขึ้นดอกเบี้ย 20bps ในเดือนตุลาคม 2022 ในขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นคงดอกเบี้ยนโยบายและมาตรการคิวอี พร้อมทั้งส่งสัญญาณว่าจะคงมาตรการซื้อสินทรัพย์และควบคุมอัตราผลตอบแทนไว้ยาวนาน จนกว่าเงินเฟ้อจะอยู่ที่ระดับ 2% อย่างมีเสถียรภาพ และปรับลดคาดการณ์จีดีพีและเงินเฟ้อในปีนี้ลง เป็น 3.4%YoY และ 0.0%YoY จากคาดการณ์เดิมที่ 3.8%YoY และ 0.6%YoY ตามลำดับ

สำหรับประเทศจีน ความกังวลที่มีต่อการผิดนัดชำระหนี้ของเอเวอร์แกรนด์ผ่อนคลายลงเล็กน้อย ภายหลังจากที่เอเวอร์แกรนด์ชำระดอกเบี้ย 83.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่ครบกำหนดไปเมื่อวันที่ 23 กันยายน และเจ้าหน้าที่รัฐบาลจีนกล่าวกระตุ้นให้ผู้ก่อตั้งเอเวอร์แกรนด์นำทรัพย์สินส่วนตัวมาชำระหนี้ อย่างไรก็ตาม จีนมีความกังวลต่อโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นและแพร่ระบาดไปใน 11 มณฑลอย่างรวดเร็วในช่วงสัปดาห์ที่แล้ว ในขณะที่ปักกิ่งแนะนำให้ประชาชนไม่เดินทางไปต่างประเทศหากไม่จำเป็น ด้านความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ตึงตัวขึ้นอีกครั้งจากการที่ไบเดนระบุว่าจะปกป้องไต้หวัน หากไต้หวันถูกรุกราน ในขณะที่จีนกล่าวเตือนสหรัฐฯ ในประเด็นไต้หวันว่าเป็นความเสี่ยงสำคัญที่จะกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ ในขณะที่ประธานาธิบดีไต้หวันยืนยันว่ามีทหารสหรัฐฯ ประจำการอยู่ในไต้หวันในเวลานี้ ทั้งนี้ ไบเดนและสีจิ้นผิงมีกำหนดการพูดคุยกันในเดือนพฤศจิกายนนี้

เงินบาทปิดตลาดที่ 33.18 ในวันศุกร์ที่ 29 ตุลาคม 2564 ณ เวลา 17.00 น.

ภาพรวมตลาดตราสารหนี้ในสัปดาห์ที่ผ่านมาเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของประเทศเศรษฐกิจหลักปรับตัวโดยมีความชันลดลง (Flattening) โดย spread ระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปีกับ 10 ปี (UST 2-10Y Spread) ปรับตัวแคบลงมากสุดของสัปดาห์ประมาณ 20 bps มาอยู่แถวบริเวณ 99 bps ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยสาเหตุหลักของการปรับตัวแบบ Flattening คือความคาดหวังว่าการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยจะเกิดขึ้นเร็วมากกว่าที่นักลงทุนได้คาดการณ์ไว้ จึงทำให้เห็นพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปี กับ 5 ปี ซึ่งมักจะเคลื่อนไหวไปตามการคาดการณ์ของดอกเบี้ยนโยบายได้ปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวอย่าง 10 ปี และ 30 ปี ปรับตัวลดลงสวนทางกัน ซึ่งประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับตลาด future โดยนักลงทุนเริ่ม price in โอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยขึ้นมาเร็วขึ้น โดยปัจจุบันโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมิถุนายนมีมากถึง 75% อย่างไรก็ตามในช่วงท้ายของสัปดาห์เส้นอัตราผลตอบแทนกลับมามีความชันสูงขึ้นเล็กน้อย จากความเห็นของคุณลาการ์ดที่ส่งสัญญาณชะลอคาดการณ์ของตลาดต่อการขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งตลาดก็คาดว่าการประชุมของเฟดที่จะมีขึ้นในวันที่ 2-3 พฤศจิกายนนี้ น่าจะมีท่าทีต่อการขึ้นดอกเบี้ยในลักษณะที่คล้ายๆกัน

ค่าเงินบาท ติดตามรายละเอียดการลดคิวอีของเฟด

ขณะที่ความเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยช่วงอายุ 5-10 ปี ปรับตัวลดลงสอดคล้องกับธีม Flattening ที่เกิดขึ้นกับตลาดโลก ส่วนตัวเลขกระแสเงินทุนต่างชาติในสัปดาห์ที่ผ่านมาไหลเข้าสู่ตลาดตราสารหนี้ไทยมูลค่าสุทธิประมาณ 5,466 ล้านบาท ซึ่งเป็นการขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น 1,638 ล้านบาท ซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว 7,342 ล้านบาท และมีตราสารหนี้ที่ถือครองโดยนักลงทุนต่างชาติหมดอายุ 238 ล้านบาท ส่งผลให้ ณ วันที่ 29 ตุลาคม 2564 อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลไทยรุ่นอายุ 1, 2, 3, 5, 7 และ 10ปี อยู่ที่ 0.52% 0.70% 0.90% 1.23% 1.56% และ 1.98% ตามลำดับ

ข่าวล่าสุด

ชับบ์ ไลฟ์ ฉลอง 25 ปี เปิดตัว 3D Health Excellence คุ้มครองครบทุกมิติ