posttoday
การเมืองสวีเดนหลังระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในสวีเดน (ตอนที่เจ็ด)

การเมืองสวีเดนหลังระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในสวีเดน (ตอนที่เจ็ด)

06 สิงหาคม 2563

โดย...ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร

****************************

หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นการปกครองที่รัฐสภามีอำนาจสูงสุด ทำให้สมเด็จพระราชินี Urika Eleonora ทรงมีปัญหาในการครองราชย์เพราะไม่สามารถปรับพระองค์ได้กับกติกาการปกครองใหม่ที่พระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญหรือจริงๆแล้วพระมหากษัตริย์อยู่ใต้เจตจำนงค์ของรัฐสภา พระองค์จึงทรงสละราชสมบัติ หลังจากนั้น ที่ประชุมรัฐสภาได้ลงมติเลือก Fredrick of Hesse พระสวามีของสมเด็จพระราชินี ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์สวีเดน ในพระนามของ พระเจ้าเฟดริกที่หนึ่ง (Frederick I: ครองราชย์ ๑๗๒๐-๑๗๕๑) แห่งราชวงศ์เฮสเซอะ-คาสเซล (Hesse-Kassel)

คำถามคือ ทำไมรัฐสภาสวีเดนจึงลงมติให้ Frederick เจ้าชายจากต่างแดนขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์สวีเดนแทนสมเด็จพระราชินีที่เป็นชาวสวีเดนและเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขแท้ๆของราชวงศ์สวีเดน ?

ผู้เขียนเห็นว่า การขึ้นครองราชย์ของ Frederick มีสาเหตุที่น่าสนใจดังต่อไปนี้คือ

หนึ่ง เกิดจากความขัดแย้งระหว่างสภาบริหารกับสมเด็จพระราชินี สภาบริหารไม่พอใจกับการที่สมเด็จพระราชินีพยายามที่จะใช้พระราชอำนาจตามแบบแผนเดิมของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

สอง ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งดังกล่าว สภาบริหารได้ใช้อุบายโน้มน้าวให้สมเด็จพระราชินีทรงสละราชสมบัติให้พระสวามี Frederick of Hesse เพราะสภาบริหารรู้ดีว่า สมเด็จพระราชินีทรงฟังคำแนะนำจากพระสวามีของพระองค์ และทรงอุทิศพระองค์ให้กับพระสวามี

สาม การที่สภาบริหารเสนอให้สมเด็จพระราชินีทรงสละราชสมบัติให้พระสวามี Frederick of Hesse เพราะถ้าหาก Frederick ขึ้นครองราชย์แล้ว เนื่องจากพระองค์เป็นเจ้าชายจากต่างแดน จะทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์สวีเดนไม่เข้มแข็งและไม่เป็นที่คาดหวังจากประชาชนได้มากเหมือนกับพระมหากษัตริย์ที่เป็นชาวสวีเดนโดยกำเนิด ก็จะทำให้สภาบริหารสามารถ “ควบคุม” พระมหากษัตริย์ให้ทรงใช้พระราชอำนาจตามคำแนะนำของสภาบริหารตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญได้

สี่ ทางฝ่ายสมเด็จพระราชินีเห็นว่า อาจจะเป็นโอกาสสำหรับพระสวามีของพระองค์ที่จะทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์สวีเดนเข้มแข็งขึ้นมาอีกได้เพราะ “Fredrik ได้ทรงทำให้พระองค์เองเป็นที่นิยมของประชาชนชาวสวีเดน จากการที่พระองค์ทรงจริยวัตรที่เปิดเผยและสง่างาม มีบุคลิกภาพที่สดใสและเข้ากับผู้คนได้ง่าย และยังทรงมีชื่อเสียงในความกล้าหาญ”

หลังจากเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1720 ที่สวีเดนประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 และ Frederick I ขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สวีเดนและได้แต่งตั้งให้ Arvid Horn (ดูความเป็นมาของ Horn ได้ในตอนที่ห้าและหก) เป็นประธานสภาบริหารอีกครั้ง Horn ได้เข้าทำหน้าที่ดูแลกิจการด้านต่างประเทศ

แม้ว่าเขาจะเป็นบุคคลที่มีประสบการณ์และมีความสามารถในการบริหารราชการแผ่นดิน แต่เขาก็ไม่สามารถที่จะหยุดยั้งความสูญเสียของสวีเดนได้ ในการที่จะหาทุกวิถีทางที่จะทัดทานรัสเซีย สวีเดนจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรีบทำสนธิสัญญาสันติภาพกับเดนมาร์ก อังกฤษได้เข้าเป็นตัวกลางที่ทำให้เดนมาร์กและสวีเดนทำสนธิสัญญากัน Horn สามารถต่อรองให้เดนมาร์กลดข้อเรียกร้องลง

โดยสวีเดนยอมยกเลิกการเก็บภาษีค่าด่านผ่านแม่น้ำ (the Sound tolls) และต้องจ่ายค่าชดเชยสงครามเป็นจำนวน 6,000,000 (เงินที่ทำจากแร่เงิน) และสวีเดนจะต้องถอนการสนับสนุนแคว้น Holstein-Gottorp ที่มีมาแต่เดิมไป และสัญญาว่าจะไม่เข้าไปแทรกแซงสนับสนุน Duke of Holstein-Gottorp อีกต่อไป และจากเงื่อนไขดังกล่าวนี้เองที่เดนมาร์กยอมทำสนธิสัญญาสันติภาพที่ Fredriksburg ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1720

การยินยอมดังกล่าวนี้ถือว่าไม่ได้ทำให้สวีเดนเสียหายมากนัก เพราะ Frederick I เองก็ไม่ได้ทรงปรารถนาที่จะให้การช่วยเหลืออะไรมากมายต่อ Charles Frederick Duke of Holstein-Gottorp ที่เป็นคู่แข่งชิงบัลลังก์กับพระองค์อยู่แล้ว และสวีเดนที่ตกอยู่ในสภาวะที่ตกต่ำขณะนั้น จำเป็นต้องแสวงหาการสนับสนุนที่จากมหาอำนาจอย่างอังกฤษในความพยายามที่จะได้ดินแดนบริเวณบอลติกที่เป็นกรณีพิพาทกับรัสเซียคืนมา

แต่อังกฤษไม่มีทีท่าชัดเจนที่จะสนับสนุนสวีเดนในการต่อรองกับรัสเซีย และเมื่อรัสเซียเข้าโจมตีสวีเดนอีกครั้งในปี ค.ศ. 1721 สวีเดนพบว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ สวีเดนกลับไม่มีชาติใดอยู่ข้างสวีเดน เพราะอังกฤษเองในขณะนั้นมีความต้องการที่จะคลี่คลายตัวเองอย่างเร็วที่สุดจากวิกฤตการณ์ความขัดแย้งในสแกนดิเนเวีย เพราะไม่ต้องการจะขัดแย้งกับรัสเซียอย่างเปิดเผย

การเมืองสวีเดนหลังระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในสวีเดน (ตอนที่เจ็ด)

ดังนั้น ในสนธิสัญญา the Treaty of Nystad ค.ศ. 1721 สวีเดนจึงถูกบังคับให้เสียเอสโทเนีย ลัตเวียและดินแดนบริเวณบอลติกให้รัสเซีย ทำให้สถานะของสวีเดนย่ำแย่มากจากข้อตกลงดังกล่าวนี้ ทั้งทางยุทธศาสตร์ที่สวีเดนไม่สามารถใช้ฟินแลนด์ในฐานะที่เป็นดินแดนกันชน และในทางเศรษฐกิจ ก็ต้องสูญเสียเอสโทเนียที่อุดมสมบูรณ์ไป

อย่างไรก็ตาม ในเวลาเดียวกัน สวีเดนก็ได้รับหลักประกันในสิทธิ์ที่จะนำเข้าข้าวปลอดภาษีจำนวนมากจากรีกาเมืองหลวงของลัตเวียได้ และจากสนธิสัญญา the Treaty of Nystad ค.ศ. 1721 สวีเดนได้บรรลุสันติภาพที่ต้องการมาเป็นเวลาอันยาวนาน อันเป็นสันติภาพที่สวีเดนต้องแลกกับการสูญเสียอย่างมากมาย และผลพวงของการต่อสู้อันยาวนานของสวีเดนนับศตวรรษในสงครามหลายครั้งรวมทั้ง “มหาสงครามตอนเหนือ” ได้มาจบสิ้นลงเพียงการสนธิสัญญาดังกล่าว ทำให้สวีดนจากที่เคยเป็นมหาอำนาจอันยิ่งใหญ่ในยุโรปลงเอยกลายเป็นประเทศที่ยากจนสุดขีด อ่อนแอและไม่สามารถปกป้องตัวเองโดยไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของมหาอำนาจต่างชาติได้

ในช่วงที่ Frederick I ทรงขึ้นครองราชย์ใหม่ๆด้วยพระชันษา 31 พรรษา พระองค์ยังทรงแข็งขันและกระตือรือร้นและทรงพยายามที่จะหาทางทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจมากขึ้น โดยพระองค์ทรงคาหวังว่าในการประชุมสภาฐานันดรในปี ค.ศ. 1723 พระองค์จะได้รับการสนับสนุนจากฐานันดรชาวนาและบรรดาผู้จงรักภักดี (the royalists) เพราะฐานันดรชาวนาเป็นกลุ่มที่มีความเคารพเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์มาโดยตลอด และไม่ใช่เคารพเทิดทูนโดยไม่มีเหตุผล แต่เป็นเพราะในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ในปฏิสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ พวกอภิชนและชาวนา สถาบันพระมหากษัตริย์ได้ต่อสู้กับพวกอภิชนโดยสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีกับฐานันดรชาวนา โดยพยายามปกป้องรักษาความเป็นธรรมให้แก่ชาวนาและทัดทานการกดขี่จากพวกอภิชน

นอกจากที่พระองค์ทรงมีความหวังในกลุ่มชาวนาแล้ว ในช่วงที่พระองค์ทรงพยายามจะรื้อฟื้นพระราชอำนาจสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้มีกลุ่มผู้จงรักภักดีสนับสนุนสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งมีชื่อในภาษาสวีเดิชว่า Hovpartiet หรือในภาษาอังกฤษใช้คำว่า court party และผู้เขียนจะขอเรียกว่า “กลุ่มเจ้า” กลุ่มเจ้านี้ได้ก่อตัวขึ้นครั้งแรกระหว่างสมัยประชุมสภา ค.ศ. 1723 เพื่อทำการสนับสนุนความพยายามของ Frederick I จะรื้อฟื้นพระราชอำนาจให้กลับคืนมา

ชาวนาและกลุ่มเจ้าจะสามารถช่วยกู้พระราชอำนาจสถาบันพระมหากษัตริย์สวีเดนให้ฟื้นคืนกลับมาได้มากน้อยเพียงใด เป้าหมายของทั้งสองกลุ่มนี้ คือ ต้องการสถาปนาสมบูรณาญาสิทธิราชย์ให้กลับคืนมา หรือ เพียงแค่ต้องการให้สถาบันพระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจมากขึ้นกว่าที่อยู่ในสภาพที่แทบจะไม่มีหรือไม่มีเลยดังที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 ?

คงต้องติดตาม “การเมืองในการประชุมรัฐสภา ค.ศ. 1723” กันในตอนต่อไป

ข่าวล่าสุด

อว. เปิด “Global Medical AI Summit 2026” ปั้น 44 ผู้ประกอบการ Medical AI ไทยสู่มาตรฐานสากล เชื่อมเครือข่าย–จับคู่ธุรกิจ

อว. เปิด “Global Medical AI Summit 2026” ปั้น 44 ผู้ประกอบการ Medical AI ไทยสู่มาตรฐานสากล เชื่อมเครือข่าย–จับคู่ธุรกิจ