posttoday

จับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ

27 มกราคม 2563

คอลัมน์ มันนี่วีก (Money week) โดย...สรรค์ อรรถรังสรรค์, มนัสวิน ฐิติสมบูรณ์ สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย

คอลัมน์ มันนี่วีก (Money week) โดย...สรรค์ อรรถรังสรรค์, มนัสวิน ฐิติสมบูรณ์ สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย

สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทยมองว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวผันผวนในกรอบ 30.30-30.80 ตลาดรอติดตามผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ทั้งนี้ คาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.50-1.75% ตามเดิม ขณะที่ตลาดคาดว่าธนาคารกลางอังกฤษจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.75% ตามเดิม แม้ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินหลายท่านออกมาส่งสัญญาณลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงที่ผ่านมา ด้านตัวเลขเศรษฐกิจ นักลงทุนรอติดตามการประกาศตัวเลขจีดีพีไตรมาสที่ 4 ของสหรัฐฯ และยูโรโซน รวมถึงดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อเดือนมกราคมของจีน ด้านตัวเลขเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะประกาศตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดเดือนธันวาคม ซึ่งคาดว่าจะยังเกินดุลสูง

ในสัปดาห์ที่ผ่านมาเงินบาท เงินบาทเคลื่อนไหวผันผวนในกรอบ 30.33 – 30.57 โดยเงินบาทเคลื่อนไหวแข็งค่าขึ้นในช่วงเปิดตลาด ก่อนที่จะกลับมาอ่อนค่าลงหลังจากธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศผ่อนปรนมาตรการการซื้อบ้านผ่านการกำหนดสัดส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (Loan-to-value: LTV) ในช่วงกลางสัปดาห์ กระทรวงพาณิชย์รายงานตัวเลขการค้าของไทยเดือนธันวาคม หดตัว 1.28%YoY ใกล้เคียงกับที่ตลาดคาดว่าจะหดตัว 1.25%YoY และดีขึ้นกว่าในเดือนก่อนที่หดตัวสูงถึง 7.39%YoY ด้านการนำเข้ากลับมาขยายตัว 2.54%YoY จากเดือนก่อนที่หดตัวถึง 13.78%YoY และขยายตัวมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 2.0%YoY ส่งผลให้ดุลการค้ายังคงเกินดุลต่อเนื่อง

ทั้งนี้ เงินบาทอ่อนค่าลงในช่วงปลายสัปดาห์สอดคล้องกับค่าเงินหยวนและค่าเงินเอเชียเนื่องจากนักลงทุนกังวลต่อผลกระทบของการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาที่ส่งผลให้จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 25 ราย โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวไทยที่พึ่งพารายได้ที่มาจากนักท่องเที่ยวจีนในระดับสูง ด้านเงินทุนเคลื่อนย้าย นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหลักทรัพย์ในช่วงวันที่ 13-16 มกราคม ทั้งสิ้น 196 ล้านบาท และซื้อสุทธิจากตลาดตราสารหนี้ 5.4 พันล้านบาท ทำให้เงินบาทปิดตลาดที่ 30.56 บาทต่อดอลลาร์ (เวลา 17.00 น.)

ตลาดตราสารหนี้ ภาพรวมตลาดตราสารหนี้ในสัปดาห์ที่ผ่านมายังเคลื่อนไหวทรงตัวอยู่ในกรอบ เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามากำหนดทิศทางตลาดอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามความกังวลต่อผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโคโรน่าจากจีนกดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวลดลง ขณะที่ความเคลื่อนไหวของการประชุมธนาคารกลางเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาธนาคารกลางเกาหลีคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.25% โดยรายงานการประชุมนโยบายการเงินชี้ว่าแม้การก่อสร้างและการส่งออกยังปรับลดลง แต่การจ้างงาน การลงทุนในเครื่องจักร และการบริโภคในเกาหลีใต้ปรับดีขึ้น เช่นเดียวกับธนาคารกลางญี่ปุ่นที่คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ -0.1% และควบคุมอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะ 10 ปีที่ใกล้ 0% พร้อมกับมีมุมมองที่ดีขึ้นต่อสภาวะเศรษฐกิจ สะท้อนผ่านการปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นปี 2020 ว่าจะขยายตัว 0.9% จาก 0.7% ในการประมาณครั้งก่อน

ในขณะที่ธนาคารกลางมาเลเซียมีมติลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 25bps มาอยู่ที่ 2.75% ซึ่งผิดจากที่ตลาดได้คาดการณ์เอาไว้ โดยให้เหตุผลถึงการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจมาเลเซีย พร้อมกับส่งสัญญาณคงแนวโน้มนโยบายการเงินในระยะต่อไป ถัดมาเป็นผลการประชุมธนาคารกลางอินโดนีเซียที่คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามคาดที่ 5.0% พร้อมกับให้ความเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่ระดับปัจจุบันเหมาะสมต่อการสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อให้เคลื่อนไหวภายใต้กรอบเป้าหมาย ปิดท้ายด้วยการประชุมธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ที่มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามคาดที่ -0.5% ทั้งนี้อีซีบีจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับปัจจุบันหรือต่ำกว่าจนกว่าอัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับเป้าหมายที่ 2.0%

สำหรับการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของไทยจะมีขึ้นในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2563 ทั้งนี้เริ่มมีนักวิเคราะห์บางส่วนคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจมีมติลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 25 bps เนื่องจากเห็นว่าเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มชะลอตัวลง ซึ่งล่าสุดมีการประกาศตัวเลขการค้าของไทยเดือนธันวาคม 2562 ยังดูอ่อนแอ โดยการส่งออกไทยตามระบบศุลกากรหดตัว 1.28%YoY และการนำเข้าขยายตัว 2.54%YoY นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่เม็ดเงินจากงบประมาณภาครัฐอาจล่าช้ากว่ากำหนดเดิมเพราะมีเรื่องการเสียบบัตรลงคะแนนเห็นชอบมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2563 แทนกัน รวมไปถึงแนวโน้มของอัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ล้วนเป็นปัจจัยที่กดดันการเติมโตของเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า ซึ่งเราต้องมาติดตามกันว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินของไทยจะมีมติออกมาอย่างไร โดย ณ วันที่ 24 มกราคม 2563 อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลไทยรุ่นอายุ 1, 2, 3, 5, 7 และ 10ปี อยู่ที่ 1.15% 1.13% 1.17% 1.22% 1.27% และ 1.38% ตามลำดับ

จับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ



กระแสเงินทุนต่างชาติในสัปดาห์ที่ผ่านมาไหลเข้าสู่ตลาดตราสารหนี้ไทยรวมสุทธิประมาณ 6,428 ล้านบาท ซึ่งเป็นการขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น 4,839 ล้านบาท ซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว 11,272 ล้านบาท และมีตราสารหนี้ที่ถือครองโดยนักลงทุนต่างชาติหมดอายุ 5 ล้านบาท

ข่าวล่าสุด

เลือกตั้งล่วงหน้า 1 ก.พ. นี้! กกต.พร้อม - แจ้งเปลี่ยนพิกัด 2 หน่วย กทม.