
สงครามการค้ายังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนการแข็งค่าของเงินบาท
คอลัมน์ มันนี่วีก (Money week) โดย...วรันธร ภู่ทอง, มนัสวิน ฐิติสมบูรณ์สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย
คอลัมน์ มันนี่วีก (Money week) โดย...วรันธร ภู่ทอง, มนัสวิน ฐิติสมบูรณ์สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทยมองว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวผันผวนในกรอบ 30.40-30.80 พัฒนาการจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ –จีนยังเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อแนวโน้มค่าเงินสัปดาห์นี้ โดยสหรัฐฯ และจีนเริ่มมีสัญญาณที่จะเจรจาการค้ากัน ขณะที่มาตรการภาษีของทั้งสองฝ่ายได้เริ่มมีผลบังคับใช้บางส่วนเมื่อวันที่ 1 กันยายน ด้านแนวโน้มนโยบายการเงินของโลกจะยังเป็นทิศทางการผ่อนคลายนโยบาย โดยธนาคารกลางออสเตรเลียจะมีประชุมนโยบายการเงินในวันที่ 3 กันยายน โดยตลาดคาดว่าจะยังเป็นการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% แต่ธนาคารกลางออสเตรเลียมีแนวโน้มจะส่งสัญญาณการผ่อนคลายนโยบายในระยะต่อไปอยู่ ด้านตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญที่จะประกาศในช่วงสัปดาห์นี้ อาทิ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของสหรัฐฯ น่าจะสะท้อนภาพเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอลงต่อเนื่อง และกดดันให้ความต้องการสินทรัพย์ผลอดภัย รวมถึงค่าเงินบาทยังสูง นอกจากนี้ ตลาดรอการรายงานตัวเลขการจ้างงานภาคการเกษตรของสหรัฐฯ และแถลงการณ์ของประธานเฟด นายเจอร์โรม โพเวลในช่วงปลายสัปดาห์
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทเปิดตลาดแข็งค่าขึ้น และเคลื่อนไหวในกรอบตลอดทั้งสัปดาห์ โดยแข็งค่ามาแตะระดับแข็งค่ามากที่สุดในรอบเกือบสองเดือนในช่วงสัปดาห์ โดยรุนแรงด้านสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นหลังจาก ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าจากจีนเพิ่มจากเดิมเพื่อตอบโต้ที่รัฐมนตรีคลังของจีนประกาศเมื่อวันศุกร์ว่าจะภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ครอบคลุมสินค้ามูลค่า 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ ประธานเฟดโพเวลส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมในงานสัมมนาประจำปี ณ เมืองแจ็คสัน โฮลว่ากังวลความเสี่ยงต่อการขยายตัวเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเงินบาททรงอยู่ในระดับแข็งค่าตลอดทั้งสัปดาห์แม้ว่าความตึงเครียดทางการค้าผ่อนคลายลงในช่วงปลายสัปดาห์ จากโดยจีนประกาศว่าจะยังไม่มีการออกมาตรการตอบโต้การขึ้นภาษีของสหรัฐฯ โดยทันที และประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่าสหรัฐและจีนมีกำหนดที่จะเจรจากัน โดยค่าเงินบาทปิดตลาดวันศุกร์ที่ 30.575(ณ เวลา 17.09 น.)
ตลาดตราสารหนี้ ในสัปดาห์ที่ผ่านมาอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของประเทศเศรษฐกิจหลักปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนภาพที่นักลงทุนยังคงปิดรับความเสี่ยงและเลือกถือสินทรัพย์ที่ปลอดภัย โดยปัจจัยที่เป็นตัวชี้นำตลาดยังคงเป็นเรื่องของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน โดยแรงกดดันในเรื่องนี้มีเพิ่มขึ้นภายหลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าจากจีนเพิ่มจากเดิมเพื่อตอบโต้ที่รัฐมนตรีคลังของจีนประกาศจะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ครอบคลุมสินค้ามูลค่า 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตามในท้ายสัปดาห์เริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้นเมื่อทั้ง 2 ฝ่ายมีแนวโน้มที่จะกลับมาเจรจากันอีกรอบ นอกจากนี้นักลงทุนยังคงติดตามตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯที่จะประกาศออกมาในช่วงต้นเดือนกันยายน โดยคาดว่าตัวเลขดังกล่าวจะเป็นปัจจัยที่คณะกรรมการนโยบายการเงินของสหรัฐฯ นำใช้ประกอบการกำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือนกันยายนนี้ รวมไปถึงติดตามการประชุมธนาคารกลางของยุโรป (ECB) ในวันที่ 12 กันยายน 2562 โดยนักลงทุนคาดหวังการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมและตลาดได้ให้โอกาส 100% ที่ ECB จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 10 bps ในการประชุมเดือนกันยายนนี้ ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับตัวลดลงสอดคล้องกับตลาดโลก ทั้งนี้นักลงทุนเริ่มเข้ามาลงทุนในพันธบัตรระยะสั้นถึงกลาง เพื่อเกร็งกำไรโดยหวังว่า ธปท. อาจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือนกันยายนนี้ โดย ณ วันที่ 30 สิงหาคม 2562 อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลไทยรุ่นอายุ 1, 2, 3, 5, 7 และ 10ปี อยู่ที่ 1.41% 1.37% 1.36% 1.36% 1.42% และ 1.46% ตามลำดับ
กระแสเงินทุนต่างชาติในสัปดาห์ที่ผ่านมาไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ไทยรวมสุทธิประมาณ 3,876 ล้านบาท ซึ่งเป็นการขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น 3,933 ล้านบาท ซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว 776 ล้านบาท และมีตราสารหนี้ที่ถือครองโดยนักลงทุนต่างชาติหมดอายุ 719 ล้านบาท







