posttoday
สำรวจระบบเกษตรพันธสัญญาในกลุ่มประเทศ GMS

สำรวจระบบเกษตรพันธสัญญาในกลุ่มประเทศ GMS

16 กรกฎาคม 2562

โดยสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)  www.itd.or.th

โดยสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)  www.itd.or.th

เกษตรกรรมเป็นปัจจัยหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศสมาชิกอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (The Greater Mekong Subregion: GMS) เมื่อทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของโลกหมุนไปสู่อุตสาหกรรมมากขึ้น มูลค่าผลผลิตทางการเกษตรในหลายประเทศจึงมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง

จากสถิติของธนาคารโลกระบุว่าในปี 2560 สัดส่วนมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรของไทยลดลงเหลือเพียง 9% ของรายได้ประชาชาติ (GDP) ขณะที่เวียดนามลดลงเหลือ 15% และจีนลดลงเหลือเพียง 8% ของ GDP แต่ขณะเดียวกันสัดส่วนมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรต่อ GDP ของเมียนมา กัมพูชา และสปป.ลาว ยังมีสัดส่วนสูง กล่าวคือ เมียนมา 23% กัมพูชา 23% และสปป.ลาว 16%

เมื่อการพัฒนาของกลุ่มประเทศ GMS ผันไปสู่อุตสาหกรรมมากขึ้น ความท้าทายที่เกิดขึ้นคือทำอย่างไรภาคเกษตรจะสามารถแข่งขันกับภาคอุตสาหกรรมได้ ส่งผลให้ภาคการเกษตรต้องปรับตัวจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมไปสู่เกษตรสมัยใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีและการจัดการที่มีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างผลผลิตให้ตรงตามความต้องการของตลาด โดยวิธีที่กำลังเป็นที่นิยม คือ ระบบเกษตรพันธสัญญา

ระบบเกษตรพันธสัญญา คือ การทำสัญญาระหว่างเกษตรกรกับบริษัทผู้ว่าจ้าง โดยผู้ว่าจ้างมีหน้าที่หาแหล่งเงินทุนให้เกษตรกร จัดหาเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย และเทคโนโลยีการเกษตร ตลอดจนหาตลาดเพื่อกระจายผลผลิตให้เกษตรกร ผลผลิตที่สำคัญในระบบเกษตรพันธสัญญาในกลุ่มประเทศ GMS เช่น ข้าว อ้อย และกาแฟ ฯลฯ ทั้งนี้ จากรายงานวิจัยของสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) พบว่าระบบเกษตรพันธสัญญาในกลุ่มประเทศ GMS มีทั้งด้านบวกและด้านลบต่อเกษตรกรและบริษัทคู่สัญญาซึ่งสามารถสรุปได้ ดังนี้

ในด้านของเกษตรกร ระบบเกษตรพันธสัญญาช่วยให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงตลาดที่มีการแข่งขันสูงได้ง่ายขึ้น สามารถขยายตลาดไปยังต่างประเทศได้ ซึ่งโดยปกติเป็นเรื่องยากที่เกษตรกรรายย่อยจะเข้าสู่ตลาดโลกได้ จึงช่วยลดภาระของเกษตรกรในการกระจายผลผลิต เนื่องจากบริษัทคู่สัญญาจะเป็นผู้ซื้อผลผลิตตามปริมาณและคุณภาพตามข้อตกลง ลดความเสี่ยงจากการผันผวนของราคาพืชผลในตลาด และส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ดังปรากฏสัดส่วนของเกษตรกรกัมพูชาในระบบเกษตรพันธสัญญาที่มีรายได้สูงกว่าเกษตรกรที่ไม่ได้ทำสัญญากับบริษัท

แม้เกษตรกรจะได้รับประโยชน์ในแง่ของรายได้ที่แน่นอนมากขึ้น แต่เกษตรกรต้องรับผิดชอบการควบคุมผลผลิตให้ได้คุณภาพและปริมาณตรงตามที่กำหนดในสัญญา ส่งผลให้เกษตรกรอาจมีหนี้สินเพิ่มขึ้นและอาจเลือกใช้เทคโนโลยีการเกษตรที่ไม่เหมาะสม เช่น การใช้สารเคมีหรือยาฆ่าแมลง

ขณะที่บริษัทคู่สัญญาจะได้ประโยชน์จากระบบเกษตรพันธสัญญาในแง่การลดต้นทุนการผลิต กล่าวคือ ไม่ต้องลงทุนซื้อที่ดิน ไม่ต้องจ้างแรงงานเอง ไม่มีภาระเรื่องสวัสดิการของแรงงาน แต่บริษัทสามารถควบคุมคุณภาพผลผลิตได้ในทุกขั้นตอนเพื่อให้ตอบสนองกับความต้องการของตลาดในเรื่องมาตรฐานสินค้า ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทคู่สัญญายังได้รับการยอมรับจากเกษตรกรในท้องถิ่นมากกว่าบริษัทข้ามชาติ และยังสร้างผลพลอยได้ช่วยลดงบประมาณการส่งเสริมภาคการเกษตรของรัฐบาลอีกด้วย

แต่ขณะเดียวกัน บริษัทคู่สัญญาก็ต้องแบกรับความเสี่ยงที่มาจากปัญหาเรื่องความไม่มั่นคงในการถือครองที่ดินของเกษตรกร การผิดสัญญาของเกษตรกรรายย่อยซึ่งอาจลักลอบขายผลผลิตให้กับผู้ค้ารายอื่น หรือเกษตรกรอาจใช้ประโยชน์จากปัจจัยการผลิตเพื่อวัตถุประสงค์อื่น และที่สำคัญหากบริษัทคู่สัญญาขาดการบริหารจัดการที่เป็นธรรมอาจนำมาซึ่งความขัดแย้งกับเกษตรกรได้

แม้ระบบเกษตรพันธสัญญาจะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพิ่มความสามารถในการเข้าถึงตลาดของเกษตรกรรายย่อย เพิ่มรายได้และการจ้างงาน แต่ก็มีผลในทางลบ เช่น การใช้สารฆ่าแมลง ความขัดแย้งกับท้องถิ่นในการใช้ประโยชน์ที่ดิน ฯลฯ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่กลุ่มประเทศ GMS ควรส่งเสริมการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับประโยชน์และปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาให้เกษตรกรรายย่อยและบริษัทคู่สัญญาสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการรักษาระบบนิเวศน์และวิถีชุมชนร่วมกันได้อย่างยั่งยืน

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน