ต้องไม่ขัดแย้ง

  • วันที่ 25 มี.ค. 2562 เวลา 10:15 น.

ต้องไม่ขัดแย้ง

เรื่อง ทองพระราม

ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาในทิศทางไหน หลังจากวันที่ 24 มี.ค.บ้านเมืองจะยังต้องเดินหน้าไปตามเป้าหมาย นั่นคือการปฏิรูปทุกองคาพยพให้พาประเทศไปสู่ความสำเร็จ ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ในการพัฒนาชาติให้เทียบเท่าโลกพัฒนาแล้ว

ประการสำคัญ ไม่ว่าใครจะมาหรือใครจะเป็นรัฐบาล ทุกภาคส่วนต้องยอมรับ เพราะคือเสียงที่ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศสะท้อนออกมา พร้อมตัดสินว่าต้องการใคร พรรคการเมืองไหน และผู้แทนแบบใด เข้ามาทำหน้าที่บริหารบ้านเมือง เพราะมาถึงตอนนี้ประเทศไทยหมดเวลาเล่นกีฬาสี

การลุกขึ้นมาขับไล่กันเพียงเพราะไม่เป็นไปตามความต้องการของตัวเอง โดยเฉพาะจากซีกการเมือง ซึ่งอย่าลืมว่าต่างถวิลหาให้การเลือกตั้งกลับคืนมา ดังนั้น บทบาทการเคลื่อนไหวจึงไม่ควรใช้ข้างถนนเป็นสนามเดินเกมอีกต่อไป

เหมือนเช่นเกมกีฬาการแข่งขัน ยังต้องกำหนดกฎกติกา มีผู้เล่นมีกรรมการ มีเวทีให้ชกต่อยก็ยังต้องสังเวียนผืนผ้าใบ โดยมีกรรมการคอยดูแล ชกถูกต้องหรือชกใต้เข็มขัดผิดกติกา และเมื่อยุติการชก ก็ชี้่ขาดผู้ชนะ ผู้แพ้ จึงต้องยอมรับผลการแข่งขัน ไม่ใช่ออกมาท้าตีท้าต่อยนอกเวทีกันอีก

การเลือกตั้งขึ้นอยู่กับประชาชนต่างหากที่เป็นตัวกำหนด ผู้แข่งขันที่เรียกได้ว่าจะมาเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย จงเกรงใจและใช้โอกาสที่ได้รับให้เหมาะสมตรงตามความต้องการของประชาชน และจงตระหนักพึงสังวรเสมอว่า ประชาชนได้ประจักษ์ถึงแก่นแท้การเมืองมากขึ้นอันเนื่องจากบทเรียนตลอดระยะเวลา 10 ที่ผ่านมา ซึ่งกลายเป็นกับดักวังวนปัญหาให้บ้านเมือง

และเมื่อการเลือกตั้งที่หลายฝ่ายมองว่าคือทางออกของประเทศ และดีกว่ารัฐประหารเข้ามาทำบ้านเมืองติดหล่มจนไม่สามารถเดินหน้าไปไหนต่อได้ ตามความเชื่อที่ว่าประชาธิปไตยสวยงามกว่าเผด็จการ จนถูกหยิบขึ้นมาเป็นวาทะเพื่อใช้รณรงค์หาเสียงเพื่อนำไปสู่การได้คะแนนในวันที่ 24 มี.ค.

ทว่า เมื่อผลออกมาจงขอให้ทุกฝ่ายน้อมรับแล้วร่วมกันผลักดัน พัฒนาประเทศไปสู่เป้าหมาย อย่าให้บ้านเมืองต้องมาฉายหนังซ้ำ วนไปเวียนมาไม่รู้จักจบสิ้นกับความขัดแย้งโดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งไปแล้ว ซึ่งเวลานี้ทุกฝ่ายต้องหันหน้ากลับมาสมัครสมานสามัคคี สมานฉันท์ แม้คิดต่างแต่อย่าทำให้เป็นปัญหาลุกลามใหญ่โตจนส่งผลเสียต่อบ้านเมือง

เพราะหากเป็นเช่นนั้นได้ เชื่อว่าการทำปฏิวัติที่ผ่านมาอาจจะเวียนวนกลับมาให้เห็นอีกหลายรอบ จนเปรียบได้ดั่งเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตอย่างนั้นก็คงไม่ผิดเพี้ยนไปมากนัก ดังนั้น เรื่องนี้เป็นสิ่งที่พรรคและนักการเมืองต่างกลัวนักกลัวหนา ก็จงหันหน้ามาทำงานเพื่อกอบโกยผลประโยชน์เข้าประเทศ ไม่ใช่เข้ากระเป๋า ซึ่งถือเป็นเรื่องอันตราย

อย่าลืมว่าหลายครั้งหลายคราสุดท้ายมักมีจุดจบจากปัญหาเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น แม้พิสูจน์ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่ก็ส่งผลกระทบต่ออนาคตทางการเมืองมานักต่อนัก และบางตัวอย่างปรากฏให้เห็นเป็นเด่นชัดว่า ผลสุดท้ายมีจุดจบลงเอยเป็นอย่างไร

หากไม่ต้องการให้บรรยากาศทั้งหลายทั้งปวงกลับคืนมา ถึงเวลาที่ทุกฝ่ายหันมาร่วมมือทำงานเพื่อชาติอย่างเต็มที่ แม้อาจไม่โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่จะเป็นบรรทัดฐานใหม่ต่อการเมืองไทย ว่าจากนี้ไปจะร่วมกันขจัดปัญหา เพื่อบ้านเมืองอันเป็นที่รัก ได้อยู่อย่างสงบ ควบคู่ไปพร้อมกับความเจริญรุ่งเรือง