
นโยบายเกษตรที่อยากเห็น
โดย...รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษา การค้าระหว่างประเทศมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
โดย...รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษา การค้าระหว่างประเทศมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
เราทราบข่าวกันอยู่แล้วว่าระหว่างวันที่ 4-8 ก.พ. 2562 เป็นช่วงรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อ ดังนั้นเพื่อให้เข้าบรรยากาศการรับสมัครการเลือกตั้ง ผมจึงขอร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายการเกษตร ด้วยประสบการณ์การทำวิจัยสินค้าเกษตรมาหลายปีของผม จึงอยากแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ "นโยบายเกษตรที่ผมอยากเห็น" หรือสมมติว่าผมเป็นหัวหน้าพรรคที่ชื่อว่า "พรรคหน้าหัวอัทธ์" ผมจะมีนโยบายเกษตรอย่างไร
จากสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน ปัญหาภาคเกษตรไทยมีหลากหลายประเด็นทั้งที่ทำกิน รายได้ต่ำ ขาดแคลนน้ำ ต้นทุนสูงและผลผลิตล้นตลาด เป็นต้น แต่ในมุมมองของผมๆ คิดว่า มี 2 เรื่องคือที่สำคัญที่พรรคผมต้องทำคือ "นโยบายการบริหารจัดการผลผลิตสินค้าเกษตร และนโยบายตลาดต่างประเทศสินค้าเกษตร"
สำหรับการจัดการผลผลิตเกษตรภายในประเทศนั้น ผมจะใช้สโลแกนในการหาเสียงว่า "เสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันสินค้าเกษตรไทย" ผมจะไม่เน้นการแก้ปัญหาภาคเกษตรด้วยการแทรกแซงราคา แต่จะเน้นสร้างให้เกษตรกรมีศักยภาพการผลิตเข้าสู่การแข่งขันในตลาดโลกให้ได้ โดยจะแก้ปัญหาจากต้นเหตุหลักๆ คือผลผลิตต่อไร่ที่ต่ำ และต้นทุนการผลิตที่สูง ซึ่งทั้งสองสาเหตุ ส่งผลทำให้รายได้สุทธิของเกษตรกรติดลบ หากสามารถแก้ปัญหาต้นทางหรือต้นเหตุได้ เราจะได้ 2 อย่างไปพร้อมๆ กันคือ ศักยภาพการผลิตสูงขึ้นและรายได้ของเกษตรกรก็เพิ่มขึ้นด้วย แต่ถ้าเราแก้ปลายเหตุ เราช่วยเรื่องรายได้ของเกษตรกรเท่านั้น แต่เราไม่ได้ช่วยศักยภาพการแข่งขัน
ปัญหาต้นทางของภาคเกษตรไทย ผมพอจะแบ่งออกเป็น 3 เรื่องใหญ่ คือ ต้นทุนการผลิตสูง ผลผลิตต่อไร่ต่ำ และการจัดการผลผลิตในแต่ละปี ตรงต้นทุนสูงและผลผลิตต่อไร่ต่ำ ต้องเปรียบเทียบกับอาเซียนที่มีผลผลิตสินค้าเกษตรเหมือนกับไทย เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และกลุ่มประเทศ CLMV ซึ่งไทยจะมีต้นทุนสูงและผลผลิตต่อไร่อยู่ในอันดับที่ต่ำกว่าประเทศคู่แข่งของอาเซียน ขอยกตัวอย่าง ชาวนาเวียดนามในจังหวัด Long An (จังหวัดในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ห่างจากโฮจิมินห์ 56 กม.) มีต้นทุนปลูกข้าว 3,125 บาท/ตัน มีกำไรอยู่ที่ไร่ละ 3,876 บาท เมื่อชาวนามี 15 ไร่ ทำให้มีกำไรเท่ากับ 84,496 บาท และเขาทำนา 2 ครั้ง/ปี มีรายได้เดือนละ 14,082 ถึง 2 หมื่นบาท
สำหรับนโยบายการตลาดต่างประเทศของสินค้าเกษตรไทย ในแต่ละปีไทยต้องบริหารจัดการผลผลิตสินค้าเกษตรปีละ 180 ล้านตัน แบ่งเป็นร้อยละ 80 เป็นพืชไร่ คือ ข้าว มันฯ อ้อย สับปะรด และประเภทถั่ว และ 15% เป็นไม้ผลและยืนต้น และในจำนวนนี้แบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือบริโภคในประเทศ คือ ปาล์ม เงาะ ลิ้นจี่ มะม่วง ส้ม กล้วยไข่ กล้วยหอม (ส่งออกน้อย) ส่งออก (ข้าว ยางพารา ทุเรียน เป็นต้น) และนำเข้า คือข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กาแฟ ชา พริกไทย ถั่วเหลือง ถั่วลิสง (ไทยผลิตน้อยกว่าความต้องการ) และปัจจุบันสินค้าเกษตรไทยและสินค้าอื่น ร้อยละ 60 ขายให้กับจีน สหรัฐ ยุโรป และอาเซียน ซึ่งผมเรียกว่า "ตลาดเก่า" ในแต่ละปี เราส่งออกได้ประมาณนี้
สิ่งสำคัญคือต้องรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ให้ได้ ตลาดเก่านี้ งานหินสุดๆ เพราะคู่แข็งเยอะมาก ส่วน "ตลาดต่ำ 5" หรือตลาดใหม่ที่ไทยต้องเจาะและขยายการส่งออกให้ ซึ่งมีสัดส่วนการส่งออกต่อมูลค่าส่งออกรวมต่ำกว่า 5% ได้แก่ ตลาดตะวันออกกลาง รัสเซีย บราซิล อินเดีย แคนาดา และแอฟริกา กลุ่ม 6 นี้ มีมูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 9 แสนล้าน พรรคของผมจะตั้งเป้าว่า หรือ เป็น "KPI" ว่าอีก 5 ปีข้างหน้า มูลค่าการส่งออกใน 6 ตลาดนี้ ต้องเพิ่มเป็น 1 ล้านล้านบาท อย่างน้อยในปี 2562 ต้องเพิ่มขึ้น 1% มูลค่าเพิ่มขึ้น 1 หมื่นล้าน
อีกเรื่องคือการจัดการสินค้าเกษตรไทย วันนี้เรามี "ล้งต่างชาติ" เข้ามาจัดการผลผลิตของเรา เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นเรื่องที่ดีที่เขามาซื้อผลผลิตเราไปขายในประเทศของเขา แต่บทบาทของเกษตร กลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์ก็ต้องมีหรือเข้าไปร่วมกับล้งต่างชาติด้วย สหกรณ์การเกษตรต้องเป็นหนึ่งกลจักรสำคัญในการนำสินค้าเกษตรไทยไปขายในต่างประเทศ ไม่อยากเห็น "ผลผลิตเกษตรไทย แต่ต่างชาติจัดการถาวร"







