
ข้าวไทยกับเวียดนาม
โดย...รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
โดย...รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2562 ผมได้รับเชิญจากกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ให้บรรยายเรื่อง "จับเทรนด์ความต้องการข้าวในตลาดโลก" ภายใต้โครงการที่ชื่อว่า "โครงการศึกษาพฤติกรรมบริโภคข้าวเฉพาะเพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดข้าวไทย"
ผมได้นำเสนอว่าในช่วงระหว่างปี 2549-2560 โดยก่อนปี 2554 ไทย ส่งออกข้าวเป็นอันดับหนึ่งของโลก แต่หลังจากปี 2554 เป็นต้นมา ข้าวอินเดียแซงหน้าข้าวไทยมาอย่างต่อเนื่อง เพราะรัฐบาลอินเดียส่งเสริมให้ผลิตเพิ่มขึ้นและผลผลิตต่อไร่ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยในปี 2562 ชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย คาดการณ์ว่า ปริมาณส่งออกข้าวไทย คาดว่าจะเหลือ 9 ล้านตัน ปีที่แล้วอินเดียส่งออก 12 ล้านตัน ไทยส่งออก 11.5 ล้านตัน แสดงให้เห็นว่าปีนี้อินเดียยังคงส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของโลก
ข้าวหลักๆ ของอินเดียที่ส่งออกคือ ข้าวบาสมาติ มีสัดส่วน 40% ของปริมาณการส่งออกข้าวรวมของอินเดีย และร้อยละ 40 ขายในตะวันออกกลาง ในขณะที่ข้าวนึ่งมีสัดส่วน 36% ของปริมาณการส่งออกข้าวรวมของอินเดีย ซึ่งร้อยละ 40 ขายในแอฟริกา และข้าวขาว มีสัดส่วน 16% ของปริมาณการส่งออกข้าวรวมของอินเดีย ส่วนใหญ่ขายในตลาดเอเชีย ในขณะที่การส่งออกเวียดนามมาเป็นอันดับที่สาม
ผลการสำรวจพฤติกรรมบริโภคข้าวของประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย ตะวันออกกลาง และจีน โดยจัดอันดับคะแนนตามความชอบของผู้บริโภคในแต่ละประเทศ (คะแนน 5 สูงสุดและ 1 ต่ำสุด) พบว่าผู้บริโภคอินโดนีเซียชอบกินข้าวขาว และเหนียวนุ่ม ในขณะที่ผู้บริโภคมาเลเซียนิยมบริโภคข้าวเมล็ดยาว ขาวและหอมซึ่งหมายถึงข้าวหอมมะลิ ส่วนผู้บริโภคใน ตะวันออก (สำรวจเฉพาะที่ดูไบและโดฮา) นิยมข้าวเมล็ดยาวและขาว ความนุ่มอยู่รั้งท้ายสุด ซึ่งก็หมายถึงข้าวพาสมาติจากเอเชียใต้ ส่วนผู้บริโภคชาวจีนชอบบริโภคข้าวที่มีความนุ่มและเหนียวเป็นอันดับแรกตามด้วยความหอม ซึ่งก็ข้าวหอมมะลิ เราจะเห็นได้ว่าในอนาคตพฤติกรรมการบริโภคข้าวโลกเน้น 2 เรื่อง คือ "นุ่มและหอม"
สำหรับ "การพัฒนาข้าวไทยกับเวียดนามแตกต่างกันอย่างไร ที่จะตอบสนองความต้องการของตลาดข้าวในอนาคต?" ในแต่ละปี ปัจจุบันเวียดนามส่งออกข้าวขาวลดลง แต่หันไปส่งออกข้าวหอมและข้าวเหนียวมากขึ้น ส่วนใหญ่ขายในตลาดจีน เอเชีย และอาเซียน ในขณะที่ไทย ส่งออกข้าวหลักๆ ได้แก่ ข้าวเหนียว ข้าวหอมมะลิ ข้าวหอม ข้าวขาวและข้าวนึ่ง รวมถึงกลุ่มข้าวสีและข้าวสุขภาพ โดยจีน ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ มาเลเซียเป็นตลาดข้าวขาวของไทย ในขณะที่ตลาดข้าวหอมมะลิเป็นตลาดสหรัฐ จีนและฮ่องกง ส่วนตลาดข้าวนึ่งอยู่ในประเทศแอฟริกา
เมื่อเปรียบเทียบข้าวไทยกับเวียดนามในรอบ 10 ปี (2551-2560) ที่ผ่านมาพบว่า เวียดนามเน้นการส่งออกข้าวหอมเพิ่มขึ้นมากกว่า 100% จากส่งออก 1.6 แสนตัน เป็น 2 ล้านตัน ส่งออกข้าวเหนียวเพิ่มขึ้นมากกว่า 100% เช่นกันจาก 1.4 แสนตัน เป็น 1.4 ล้านตัน ในขณะที่ลดการส่งออกข้าวขาวจาก 4 ล้านตัน เหลือ 2 ล้านตัน ส่วนไทยส่งออกข้าวหอมมะลิจาก 1.69 ล้านตัน เป็น 1.64 ล้านตัน ลดลงนิดหน่อย แต่ไปเพิ่มข้าวขาวจาก 4 ล้านตัน เป็น 4.7 ล้านตัน เห็นได้ชัดเจนว่า เวียดนามหันมาให้ความสำคัญกับ "ความหอมและความนุ่ม" ซึ่งส่งออกไปจีนเป็นหลัก
ในขณะที่ประเทศไทยยังผลิตข้าวขาวเพื่อส่งขายต่างประเทศอยู่ ส่วนข้าวหอมมะลิยังคงขายในปริมาณเท่าเดิม หากแบ่งตลาดข้าวของโลกแบ่งออกเป็น 3 ตลาด ตลาดข้าวกินเพื่ออิ่ม ตลาดข้าวกินเพื่ออร่อย และตลาดข้าวกินเพื่อสุขภาพ ซึ่งตลาดข้าวกินอิ่มจะเป็นข้าวขาว คิดเป็น 50% ที่ตลาดโลกต้องการ 21 ล้านตัน (ตลาดโลกต้องการข้าวปีละ 43 ล้านตัน) ราคาอยู่ที่ 300-350 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน ส่วนตลาดข้าวกินเพื่ออร่อยจะเป็นตลาดข้าวหอมและหอมมะลิ มีความต้องการจากตลาดโลก ปีละ 3.5 ล้านตัน ราคาอยู่ที่ 900-1,000 ดอลลาร์/ตัน ส่วนข้าวสุขภาพสัดส่วนยังน้อยอยู่ จะเห็นได้ว่าเวียดนามได้ขยับไปเล่นตลาดข้าวที่มีราคาสูงขึ้น ส่วนไทยยังขายข้าวขาวเพิ่มขึ้น แต่ขายข้าวหอมมะลิลดลง (ข้อมูลปี 2560-2561) ซึ่งยังเน้นตลาดข้าวขาวราคาถูกอยู่ครับ







