
อาลัย ดร.สุรินทร์
เกือบบ่าย 4 โมงของวันที่ 30 พ.ย. สื่อมวลชนแทบทุกสำนักต่างเช็กข่าวกันพัลวันเมื่อทราบข่าวเศร้า
โดย...ภูผาน้ำแข็ง
เกือบบ่าย 4 โมงของวันที่ 30 พ.ย. สื่อมวลชนแทบทุกสำนักต่างเช็กข่าวกันพัลวันเมื่อทราบข่าวเศร้า ว่า ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตนักการเมืองและอดีตเลขาธิการอาเซียน ซึ่งรับตำแหน่งเมื่อปี 2551 เสียชีวิตแล้วอย่างกะทันหัน ด้วยอาการหัวใจวาย
เมื่อทราบข่าวร้าย หลายคนเริ่มพูดคุยกันเรื่องนี้และบอกตรงกันว่า นอกเหนือจากข่าวที่น่าเศร้าสลดแล้ว ก็เป็นเรื่องน่าเสียดายที่สูญเสียนักการเมืองคุณภาพคนหนึ่งไป
ก่อนหน้านี้ ดร.สุรินทร์ เคยแสดงวิสัยทัศน์ มุมมองที่มีต่อประเทศไทยและสังคมโลกไว้มากมาย เคยกล่าวปาฐกถาในหัวข้อ "ส่องโลก มองไทย การปรับตัวในสถานการณ์ท้าทาย" ในงานมอบรางวัลรางวัลอิศรา อมันตกุลประจำปี 2558 จัดโดยสมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
ท่านกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า ถึงเวลาที่คนไทยต้องเปลี่ยนกรอบความคิด (Mindset) ระบบคิด (Mentality) เพราะต่อไปจะอยู่เฉพาะแค่ระบบเศรษฐกิจไทยนั้นไม่พอ เพราะโลกจะไม่มีพรมแดน ทุกสิ่งจะไหลเชื่อมกันหมด
ดร.สุรินทร์ ระบุในระหว่างปาฐกถาครั้งนั้นด้วยว่า สิ่งที่สังคมไทยต้องเปลี่ยน คือ ระบบราชการ ระบบนี้คือผู้พิทักษ์ผลประโยชน์ของประชาชน แต่กลับเต็มไปด้วยระบบการเล่นพรรคเล่นพวกและระบบอุปถัมภ์ ส่งผลให้ระบบราชการของไทยอ่อนแอลงเรื่อยๆ
เมื่อวันที่ 19 ก.ค.ที่ผ่านมานี้เอง สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา หรือ ITD จัดเสวนาเวทีการประชุมระดับภูมิภาคว่าด้วยการค้าและการพัฒนาประจำปี 2560 โดยมี ดร.สุรินทร์ มาปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "ความท้าทายใหม่ด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เกี่ยวกับความร่วมมือและการรวมตัวของภูมิภาค"
ครั้งนั้น ดร.สุรินทร์ ย้ำเรื่องโลกที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น ว่า ในทางกลับกัน หมายถึงโลกที่เปราะบางมากขึ้น เช่นเดียวกับในปี 2550 วิกฤตการเงินโลก เริ่มต้นจากสหรัฐอเมริกาก่อนจะไปถึงยุโรป แสดงให้เห็นว่าเราเชื่อมโยงกันมากกว่าที่คิด ปัญหาที่เกิดขึ้นที่ใดที่หนึ่งอาจจะสามารถ ดึงเราลงไปด้วยกัน และเรายังคงใช้งานและทำงานร่วมกันผ่านความเชื่อมโยงเหล่านี้อยู่ในปัจจุบัน
"โลกาภิวัตน์เป็นเหมือนดาบสองคม คุณอาจจะจำได้ว่าเมื่อ G7 รวมตัวกัน ได้มีการแสดงออกของประเทศอื่นๆ ในโลกที่ 3 หรือในประเทศ ที่กำลังพัฒนา กลัวว่ากระบวนการโลกาภิวัตน์จะมีอำนาจควบคุมเหนือพวกเขาทั้งหมด และไม่เหลืออะไรให้ประชาชนของตนเอง
ปัจจุบันความรู้สึกไม่มั่นคงไม่ได้เกิดขึ้นจากประเทศกำลังพัฒนาของโลกอีกแล้ว แต่มาจากประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งอาจจะเรียกกระบวนการนี้ว่าโลกาภิวัตน์แบบย้อนกลับ นั่นคือประเทศเหล่านี้กลับกลายเป็นคนที่สูญเสียงาน สูญเสียระดับความเป็นอยู่ สูญเสียรายได้ และเริ่มรู้สึก ไม่มั่นคง ดุลการค้าสูญเสียไป ดุลบัญชีการชำระเงินขาดดุลไปทุกๆ ปีอย่างต่อเนื่องและใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ"
สิ่งที่ทิ้งท้ายไว้ในปาฐกถาพิเศษครั้งนั้น ระบุว่า "แต่เมื่อผู้คนเริ่มต้นตระหนักถึงอนาคตของตนเองในฐานะภูมิภาค ณ จุดนั้น เราหวังว่าอาเซียนของเราจะสามารถนำพาพวกเราและช่วยเหลือเราต้านทานแรงกดดันต่างๆ จากภายนอก โดยเฉพาะการต่อต้านโลกาภิวัตน์และการต่อต้านการค้าของโลก"
หลังจาก ดร.สุรินทร์ ประกาศสู้ศึกเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานครสมัยหน้าคนกรุงจำนวนไม่น้อยที่ขานรับคำประกาศนั้น จนกระทั่งฝันสลายหลังได้รับข่าวร้ายเมื่อวานนี้







