
มีหวังปฏิรูปการศึกษา?
ระบบการศึกษาของบ้านเรา เป็นสิ่งที่น่าห่วงอย่างยิ่ง และไม่รู้จะแก้กันอย่างไร
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
ระบบการศึกษาของบ้านเรา เป็นสิ่งที่น่าห่วงอย่างยิ่ง และไม่รู้จะแก้กันอย่างไร
ที่เพิ่งเกิดขึ้นหมาดๆ มี 2 กรณีตัวอย่างที่น่าคิด
ตัวอย่างแรกคือ โรงเรียนประชาสามัคคี จ.พิษณุโลก ที่มีครูเกษียณไป 4 คน เหลือผู้อำนวยการโรงเรียนอีก 1 คน ทำให้ไม่มีครูสอน
โรงเรียนต้องประกาศหาครูจิตอาสา หรือทหารมาช่วย
ผลที่เกิดขึ้นหลังจากเป็นข่าวก็คืออาการรีบเร่งแก้ปัญหากัน
แต่สิ่งที่น่าคิดก็คือโรงเรียนแห่งนี้ สอนตั้งแต่ระดับอนุบาล 1 ถึงประถมศึกษาปีที่ 6 นับแล้วก็คือ 9 ชั้นการศึกษา
ปกติมีครูอยู่ 5 คน ก็เท่ากับว่า จะมีชั้นเรียนเว้าๆ แหว่งๆ มีครูสอนไม่เต็มที่
วิธีแก้ปัญหาก็คือการขอให้ทหารมาสอน 3 นาย และมีครูอัตราจ้างอีก 1 คน ถ้าอัตราเต็มเหยียดอย่างนี้ก็เท่ากับมีครู 1 คน ต่อ 1 ชั้นเรียน
คำถามก็คือคุณภาพการเรียนการสอน มันจะไปไหวไหม ครูคนเดียวสอนรวดทุกวิชาอย่างที่เห็น
และที่น่าหดหู่ก็คือ ครูอัตราจ้าง 1 ตำแหน่ง เพิ่งว่าจ้างกันได้ไม่นานนัก โดยงบประมาณที่ใช้มาจากการทอดผ้าป่าของโรงเรียน และเงินที่มีผู้ใจบุญบริจาคให้ หากเงินส่วนนี้หมดทางโรงเรียนก็คงไม่มีเงินจ้าง ยกเว้นครูอัตราจ้างจะยอมเป็นครูจิตอาสา
สภาพโรงเรียนประชาสามัคคี คือภาพสะท้อนของระบบการเรียนการสอนที่เกิดขึ้นในต่างจังหวัด ทั้งจำนวนครูไม่พอกับชั้นเรียน คุณภาพการเรียนการสอนยิ่งไม่ต้องพูดถึง
อีกตัวอย่างคือการที่ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ จัดทำเว็บไซต์เกี่ยวกับโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ (PISA) คือ PISA Thailand โดยวิเคราะห์หัวข้อ วิทยาศาสตร์ของนักเรียนไทยกับนักเรียนในภูมิภาคเอเชีย
สิ่งที่พบก็คือ ในการสอบ PISA ล่าสุดวิชาวิทยาศาสตร์มีค่าเฉลี่ย คะแนนมาตรฐานที่ 493 คะแนน ญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ จีนไทเป มาเก๊า เวียดนาม ฮ่องกง และจีนสี่มณฑล มีค่าเฉลี่ยเกินมาตรการ
ส่วนกลุ่มที่มีคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่ามาตรฐาน ได้แก่ ไทย และอินโดนีเซีย
นอกจากนั้น ยังพบว่านักเรียนไทยมีจำนวนเกือบครึ่งหนึ่งคือ 46.7% มีผลการประเมินต่ำกว่าระดับพื้นฐาน หรือรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ไม่ถึงระดับพื้นฐาน ขณะที่ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และจีนไทเป โดยเฉพาะสิงคโปร์มีนักเรียนมากกว่าครึ่ง หรือ 51.9% ที่แสดงความสามารถสูงมาก
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนไทยยังมีความแตกต่างกันมาก
แน่นอนว่า กลุ่มโรงเรียนเน้นวิทยาศาสตร์มีคะแนนเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา เป็นกลุ่มโรงเรียนสาธิต
ส่วนกลุ่มโรงเรียน สพฐ. ในสังกัดกรมสามัญศึกษาเดิม (สพม.) มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ระดับมาตรฐาน
แต่นับจากนั้นคือกลุ่มโรงเรียนเอกชนสายสามัญ โรงเรียน สพฐ. ที่มาจากโรงเรียนขยายโอกาสเดิม (สพป.) โรงเรียนในสังกัดกรมการปกครองท้องถิ่น (กศท.) โรงเรียนในสังกัดสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร (กทม.) และโรงเรียน/วิทยาลัยอาชีวศึกษาของเอกชนและของรัฐ (อศ.1 และ อศ.2) คะแนนอยู่ระดับต่ำ
เมื่อความเหลื่อมล้ำทางการศึกษายังคงอยู่ ความเหลื่อมล้ำทางสังคมก็จะตามมา
เห็นแล้วเหนื่อยใจ ชาตินี้จะปฏิรูปการศึกษากันสำเร็จไหม







