
คุณหมอไส้แห้ง
ผู้เขียนเป็นคนตกใจง่าย ยิ่งมีข่าวเกี่ยวกับโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐแพลมๆ ออกมา ยิ่งตกใจใหญ่
โดย...ปกรณ์ นิลประพันธ์
ผู้เขียนเป็นคนตกใจง่าย ยิ่งมีข่าวเกี่ยวกับโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐแพลมๆ ออกมา ยิ่งตกใจใหญ่ เพราะตามข่าวนั้นปรากฏว่าในจำนวนผู้มาลงทะเบียนนั้นเป็นผู้มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอกถึง 698 คน ปริญญาโท 5,810 คน และปริญญาตรี 359,543 คน
บังเอิญข้อมูลนี้ยังไม่ละเอียดเพียงพอ เพราะไม่ได้ระบุว่ากลุ่มผู้มีการศึกษาระดับนี้ที่อยู่ในช่วงอายุ 20-60 ปี อันเป็นช่วงวัยทำงานสักเท่าไร จึงยังทำให้ผู้เขียนโลกสวยได้บ้าง แต่ถ้าข้อเท็จจริงปรากฏว่าคนกลุ่มนี้อยู่ในช่วงวัยทำงานเป็นส่วนใหญ่แล้วละก็ ผู้เขียนเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่มากมาย
ประการแรก ถ้าเป็นการลงทะเบียนแบบลักไก่ หรือลงเผื่อไว้ว่ารัฐจะตรวจสอบไม่ละเอียด มันแสดงให้เห็นถึงความบกพร่องทางจริยธรรมอย่างรุนแรง มีความรู้มากกว่าเขาแล้วยังจะมาเอาเปรียบคนด้อยโอกาสจริงๆ อีก เรียกว่าขาดความละอายต่อบาป
ประการที่สอง ถ้าพวกเขาไม่ได้หวังจะลักไก่ ส่วนหนึ่งของตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของระบบการศึกษาที่ผ่านมาได้อย่างชัดเจน เพราะไม่สามารถสร้างคนให้มีความสามารถในการทำงานอย่างหลากหลายได้มากมายถึงเกือบ 4 แสนคน
ประการที่สาม แสดงให้เห็นว่าสังคมไทยยังมีทัศนคติเกี่ยวกับการศึกษาแบบดั้งเดิม คือให้ลูกหลานตะบี้ตะบันเรียนเพื่อให้ได้ปริญญาสูงๆ ไว้ก่อน สาขาอะไรก็ได้ “เพื่อจะได้เป็นเจ้าคนนายคน” แต่จะไปทำมาหากินอะไรต่อไปไว้ค่อยว่ากัน ไม่ได้ส่งลูกส่งหลานไปหาความรู้เพื่อให้ไปทำมาหากินได้
ผู้เขียนเห็นว่ามาตรการเปิดเผยข้อมูลเช่นนี้จะทำให้ชาวบ้านมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจอย่างเพียงพอในการส่งลูกหลานเรียนต่อ โดยให้ไปเรียนสาขาอื่นที่ทำมาหากินได้ จะดีกว่ามุ่งเรียนเอาปริญญาสาขาที่ว่าไปแปะฝาบ้านแต่ไม่รู้จะทำอะไรกิน
ส่วนระยะยาว เราคงต้องร่วมไม้ร่วมมือกัน “สร้าง” คนของเราให้สามารถเชี่ยวชาญได้ตามความถนัดและความชอบของแต่ละคน เพื่อให้เขามีความสามารถในการทำมาหากิน สามารถทำความฝันของตัวเองให้เป็นจริงขึ้นมาให้ได้ ไม่ใช่เรียนให้ผ่านไปวันๆ ตามหลักสูตรปลากระป๋องเพียงเพราะเรียนฟรีตามแนวคิดในการ “ผลิตคน” เพื่อป้อน “ตลาดแรงงาน” หรือไม่ใช่แค่ผลิตคนทุกๆ คนที่มีความถนัด ความชอบ หรือความฝันที่ต่างกันออกมาให้เหมือนๆ กันเพื่อเป็นมนุษย์เงินเดือนเหมือนสี่สิบห้าสิบปีที่ผ่านมาอีกต่อไป
ในทัศนะของผู้เขียน แนวคิดในการผลิตคนเพื่อป้อน “ตลาดแรงงาน” นั้นมันใช้ได้กับบ้านเมืองที่ใช้แรงงานเข้มข้น หรือไม่ก็โลกยุคโบราณเมื่อหลายสิบปีก่อนที่โลกยังไม่ได้กลายมาเป็นโลกไร้พรมแดนครับ เพราะความต้องการมันชัดเจน
แต่ในอนาคตนั้นตลาดแรงงานบ้านเราดูจะเป็นภาพที่เลือนรางมาก ก็เพราะการเติบโตอย่างไม่หยุดยั้งของเทคโนโลยีดิจิทัลนี่แหละ อย่างธนาคารไง เมื่อก่อนคนทำงานแบงก์กันตรึม แต่พอมีโมบายแบงก์กิ้งเข้ามา แบงก์ก็ต้องปรับตัว เอาเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้น เพราะถูกกว่าจ้างคน ปัญหาก็น้อยกว่า เป็นต้น
ดังนั้น “การสร้างคน” ให้ (1) มีความกระหายหรือความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ หรือที่เขาเรียกกันทั่วโลกว่ามีทักษะที่จะเรียนรู้ตลอดชีวิต(2) มีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับความท้าทายใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และ (3) มีความสามารถในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นที่มีความแตกต่างหลากหลาย จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้คนของเราปรับตัวให้เข้ากับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างเหมาะสม
โลกเปลี่ยนไปไกลมากแล้วครับ







