posttoday
ผสานมือไปด้วยกัน

ผสานมือไปด้วยกัน

08 สิงหาคม 2560

ก่อนที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะถ่ายโอนอำนาจให้รัฐบาลไหนก็ตาม ดูจะต้องการสร้างหลักประกันไว้อย่างหนึ่งคือ อยากให้บ้านเมืองเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยก่อนตัดสินใจประกาศเลือกตั้ง

โดย...วิชชุกร คำจันทร์

ก่อนที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะถ่ายโอนอำนาจให้รัฐบาลไหนก็ตาม ดูจะต้องการสร้างหลักประกันไว้อย่างหนึ่งคือ อยากให้บ้านเมืองเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยก่อนตัดสินใจประกาศเลือกตั้ง

เครื่องมืออย่างหนึ่งจึงถูกส่งผ่าน สัญญาประชาคมเพื่อนำไปสู่ความปรองดอง ซึ่งตอนนี้ทราบว่ารัฐบาลมอบหมายให้กระทรวงกลาโหม กอ.รมน. เดินสายนำสัญญาประชาคมไปทำความเข้าใจต่อประชาชน

ภาคประชาชนจับตามองความเคลื่อนไหวนี้อยู่ พร้อมกับตั้งคำถามต่อความเชื่อมั่นรัฐบาลชุดนี้จะสร้างความปรองดองได้มากน้อยขนาดไหน

กลุ่มอาทรเสวนา ซึ่งเป็นกลุ่มที่เป็นสื่อกลางในการจัดเวทีกลางมาหลายเวที ให้ผู้ที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกันมาพูดคุยกัน ถึงความเป็นไปได้และปัจจัยที่ทำให้สำเร็จหรือไม่สำเร็จ

ผมคิดว่าคนไทยเป็นพวกลืมง่ายและขี้เบื่อ การทำสัญญาประชาคมจึงไม่ต่างกับลมปากที่ออกจากปากนักการเมืองทั่วไป กี่สิบปีมาแล้วที่เราฟังการแถลงนโยบายสวยหรูหรือคำมั่นสัญญาต่างๆ จากปากนักการเมืองผ่านมากี่ปี ก็ไม่เคยเห็นนักการเมืองคนไหนแสดงความรับผิดชอบคำพูดของตัวเองจริงจัง

เช่นเดียวกับการทำสัญญาประชาคม ควรเกิดจากสังคมกดดันขึ้นมาอย่างจริงจังว่าต้องทำ และสังคมก็เห็นพ้องต้องกัน ว่าหากไม่ทำแล้วจะมีมาตรการบังคับอย่างไร

ไม่เช่นนั้นอาจได้ยินคำพูดเดิมๆ ว่า “กฎหมายไม่ได้เขียนว่าผิด แล้วจะมาว่าผมผิดได้ยังไง” ท้ายสุดอาจกลับมาวนอยู่ในอ่างเหมือนเดิม ว่าทุกอย่างต้องเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรและมีสภาพบังคับอย่างจริงจัง ซึ่งขัดกับธรรมชาติของการปรองดองที่แท้จริง

การปรองดองที่แท้จริงของคนในสังคมควรจะเกิดจากจิตสำนึก ความเข้าใจพื้นฐานของคนในสังคมเอง ว่าสภาพปัญหาหรือความขัดแย้งต่างๆ มีที่มา และทางออกอย่างไร สังคมเข้าใจตรงกันและยอมรับกันได้แค่ไหน น่าจะทำให้เกิดการปรองดองที่แท้จริงและยั่งยืนมากกว่ากำหนดให้มีสัญญาประชาคม แล้วจะมีสภาพบังคับว่าการปรองดองจะตามมา        

หากถามว่าการปรองดองมีโอกาสเกิดมากกว่าไม่เกิดมั้ย? ตอบได้ว่ามีโอกาสเกิดมากกว่าไม่เกิด เพราะสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกเป็นตัวบังคับที่มีผลอย่างยิ่ง ทำให้ความขัดแย้งต่างๆ ในประเทศต้องหาทางออกและยุติโดยเร็ว

ส่วนปัจจัยที่ทำให้ไม่สำเร็จคือ ความเข้าใจในบริบทของคำว่า “ปรองดอง” ของคนในสังคม บริบทที่พูดถึงคือต้องเข้าใจให้ตรงกันว่าอย่างไรคือปรองดอง ทำไมต้องปรองดอง และจะปรองดองอย่างไร

การจะทำให้เข้าใจในบริบทดังกล่าวนี้ ส่วนที่สำคัญที่สุดที่จะก้าวข้ามไม่ได้เลยคือ การรวบรวมข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนว่าข้อเท็จจริงต่างๆ เป็นอย่างไร อย่างไหนผิดอย่างไหนถูก แล้วค่อยมาหาข้อสรุปว่าจะแก้ไข เยียวยาสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร ซึ่งผมคิดว่านักการเมืองทำไม่ได้ เพราะนักการเมืองทุกคนห่วงคะแนนเสียงของตนเองมากกว่าความถูกต้อง

ภาคประชาชนควรเป็นพลังผลักดันให้เกิดขบวนการต่างๆ ที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ และต้องผลักดันให้ได้ในรัฐบาลนี้ เพราะรัฐบาลนี้เปรียบเสมือนคนกลาง ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งที่ผ่านมา และไม่ต้องกังวลเรื่องคะแนนเสียงในการเลือกตั้ง

แต่หากภาคประชาชนปล่อยวางนิ่งเฉย การปรองดองอย่างเป็นรูปธรรมก็ยากที่จะเกิดขึ้น

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน