
ภูมิภาคแห่งความมั่งคั่ง
โลกกำลังหมุนกลับทิศ โลกตะวันออกจะยิ่งมีบทบาทมากยิ่งขึ้นทดแทนโลกตะวันตก
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
โลกกำลังหมุนกลับทิศ โลกตะวันออกจะยิ่งมีบทบาทมากยิ่งขึ้นทดแทนโลกตะวันตก
ปรากฏการณ์ที่ตอกย้ำทิศทางของโลกตะวันออก เกิดขึ้นให้เห็นอย่างชัดเจนในช่วงสัปดาห์นี้
อย่างแรก เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ประกาศลดการถือครองสกุลเงินเหรียญสหรัฐ จำนวน 500 ล้านยูโร เพื่อหันไปถือครองสกุลเงินหยวนเป็นการทดแทน
ทั้งหมดแม้ว่าเงินเหรียญสหรัฐก็ยังคงมีสัดส่วนมากที่สุดในทุนสำรองเงินตราของธนาคารกลางยุโรป แต่ทว่าเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนถึงบทบาทเงินหยวนของจีนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และเป็นค่าเงินที่มีเสถียรภาพ แข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน
สำหรับทุนสำรองเงินตราของธนาคารกลางยุโรป ประกอบด้วยเงินสกุลเหรียญสหรัฐ เยน หยวน ทองคำ และสกุลเงิน SDR (Special Drawing Rights) ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)
ก่อนหน้านี้ ไอเอ็มเอฟก็เพิ่มเงินหยวนเข้ารวมในสกุลเงิน SDR ต่อจากเหรียญสหรัฐ ยูโร เยน และปอนด์
จีนและเงินหยวนจึงกลายเป็นหัวขบวน เป็นสัญลักษณ์ความมั่งคั่งในภูมิภาค
ถัดมาอีกไม่นานก็มีรายงานของ บอสตัน คอนซัลติ้ง กรุ๊ป จัดทำรายงานความมั่งคั่งในโลกของปี 2559
ในรายงานดังกล่าวระบุว่า แม้แถบอเมริกาเหนือนำโดยสหรัฐอเมริกายังคงยึดอันดับภูมิภาคที่มีความมั่งคั่งมากที่สุดในโลกเอาไว้ได้ แต่ความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว และจะกลายเป็นภูมิภาคที่มั่งคั่งมากสุดภายในปี 2562 หรืออีก 2 ปีข้างหน้า
พลังทางเศรษฐกิจและการขับเคลื่อนของธุรกิจในเอเชียแปซิฟิก ที่มีจีนเป็นหัวขบวนใหญ่ และมีญี่ปุ่นเป็นแรงส่งสำคัญ จะทำให้ความมั่งคั่งในโลกเคลื่อนตัวมาอยู่ในภูมิภาคนี้
เท่าที่มีการประเมินในปี 2564 ความมั่งคั่งของเอเชียแปซิฟิกจะอยู่ที่ 77.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 2,600 ล้านล้านบาท
ความมั่งคั่งที่ว่าก็คือการถือครองทรัพย์สินส่วนบุคคล ไม่ว่าจะเป็นเงินสด หุ้น ประกันภัย ฯลฯ
นอกจากนั้น สิงคโปร์และฮ่องกงจะกลายเป็นศูนย์กลางการบริหารความมั่งคั่งของโลก โดยแซงหน้าสวิตเซอร์แลนด์ได้ในไม่ช้า
สาเหตุเนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้ที่มีอัตราเร่งมากยิ่งขึ้น ก่อให้เกิดการความมั่งคั่ง จำนวนเศรษฐี มหาเศรษฐีที่มากขึ้น
และธุรกิจที่เฟื่องฟูก็คือการบริหารความมั่งคั่งส่วนบุคคล เงินต่อเงิน สร้างความร่ำรวยต่อเนื่อง ที่มีอัตราการเติบโตถึงปีละ 7-8% เทียบกับภูมิภาคอื่นที่ขยายตัวระดับ 3%
การขยายตัวทางเศรษฐกิจและความมั่งคั่งในภูมิภาคนี้ที่เพิ่มขึ้น ทำให้บรรดาสถาบันการเงินชั้นนำทั่วโลก ต้องการขยายเครือข่ายเข้ามา เพื่อแย่งชิงฐานลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้น
ทั้งหมดเป็นการสะท้อนให้เห็นทิศทางของโลกที่ภูมิภาคเอเชียจะกลายเป็นดินแดนแห่งโอกาส และการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
เหลือแต่ว่าเราจะกระโดดเกาะขบวนพญามังกรได้อย่างไร
โลกกำลังหมุนกลับทิศ โลกตะวันออกจะยิ่งมีบทบาทมากยิ่งขึ้นทดแทนโลกตะวันตก
ปรากฏการณ์ที่ตอกย้ำทิศทางของโลกตะวันออก เกิดขึ้นให้เห็นอย่างชัดเจนในช่วงสัปดาห์นี้
อย่างแรก เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ประกาศลดการถือครองสกุลเงินเหรียญสหรัฐ จำนวน 500 ล้านยูโร เพื่อหันไปถือครองสกุลเงินหยวนเป็นการทดแทน
ทั้งหมดแม้ว่าเงินเหรียญสหรัฐก็ยังคงมีสัดส่วนมากที่สุดในทุนสำรองเงินตราของธนาคารกลางยุโรป แต่ทว่าเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนถึงบทบาทเงินหยวนของจีนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และเป็นค่าเงินที่มีเสถียรภาพ แข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน
สำหรับทุนสำรองเงินตราของธนาคารกลางยุโรป ประกอบด้วยเงินสกุลเหรียญสหรัฐ เยน หยวน ทองคำ และสกุลเงิน SDR (Special Drawing Rights) ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)
ก่อนหน้านี้ ไอเอ็มเอฟก็เพิ่มเงินหยวนเข้ารวมในสกุลเงิน SDR ต่อจากเหรียญสหรัฐ ยูโร เยน และปอนด์
จีนและเงินหยวนจึงกลายเป็นหัวขบวน เป็นสัญลักษณ์ความมั่งคั่งในภูมิภาค
ถัดมาอีกไม่นานก็มีรายงานของ บอสตัน คอนซัลติ้ง กรุ๊ป จัดทำรายงานความมั่งคั่งในโลกของปี 2559
ในรายงานดังกล่าวระบุว่า แม้แถบอเมริกาเหนือนำโดยสหรัฐอเมริกายังคงยึดอันดับภูมิภาคที่มีความมั่งคั่งมากที่สุดในโลกเอาไว้ได้ แต่ความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว และจะกลายเป็นภูมิภาคที่มั่งคั่งมากสุดภายในปี 2562 หรืออีก 2 ปีข้างหน้า
พลังทางเศรษฐกิจและการขับเคลื่อนของธุรกิจในเอเชียแปซิฟิก ที่มีจีนเป็นหัวขบวนใหญ่ และมีญี่ปุ่นเป็นแรงส่งสำคัญ จะทำให้ความมั่งคั่งในโลกเคลื่อนตัวมาอยู่ในภูมิภาคนี้
เท่าที่มีการประเมินในปี 2564 ความมั่งคั่งของเอเชียแปซิฟิกจะอยู่ที่ 77.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 2,600 ล้านล้านบาท
ความมั่งคั่งที่ว่าก็คือการถือครองทรัพย์สินส่วนบุคคล ไม่ว่าจะเป็นเงินสด หุ้น ประกันภัย ฯลฯ
นอกจากนั้น สิงคโปร์และฮ่องกงจะกลายเป็นศูนย์กลางการบริหารความมั่งคั่งของโลก โดยแซงหน้าสวิตเซอร์แลนด์ได้ในไม่ช้า
สาเหตุเนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้ที่มีอัตราเร่งมากยิ่งขึ้น ก่อให้เกิดการความมั่งคั่ง จำนวนเศรษฐี มหาเศรษฐีที่มากขึ้น
และธุรกิจที่เฟื่องฟูก็คือการบริหารความมั่งคั่งส่วนบุคคล เงินต่อเงิน สร้างความร่ำรวยต่อเนื่อง ที่มีอัตราการเติบโตถึงปีละ 7-8% เทียบกับภูมิภาคอื่นที่ขยายตัวระดับ 3%
การขยายตัวทางเศรษฐกิจและความมั่งคั่งในภูมิภาคนี้ที่เพิ่มขึ้น ทำให้บรรดาสถาบันการเงินชั้นนำทั่วโลก ต้องการขยายเครือข่ายเข้ามา เพื่อแย่งชิงฐานลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้น
ทั้งหมดเป็นการสะท้อนให้เห็นทิศทางของโลกที่ภูมิภาคเอเชียจะกลายเป็นดินแดนแห่งโอกาส และการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
เหลือแต่ว่าเราจะกระโดดเกาะขบวนพญามังกรได้อย่างไร







