
ออมเงินใช้น้อย แต่หนี้โตอัตราเร่ง
โดย...ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง
โดย...ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง
วันนี้สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของยุคนี้คือ หนี้ ...เราเห็นโครงการปลดหนี้ที่ภาครัฐธนาคารต่างๆ ร่วมมือกัน เพื่อช่วยคนเป็นหนี้แล้วตกใจในตัวเลขของหนี้เป็นอย่างมาก
วันนี้คนเป็นหนี้เกือบ 5 ล้านคน เฉลี่ยติดหนี้กันคนละ 2 แสน รวมยอดหนี้กว่า “ล้านล้านบาท” ใช่!! น่าตกใจมากว่า ทำไมหนี้ถึงเยอะขนาดนั้น มันเป็นเพราะอะไร
ลองคิดง่ายๆ ทุกวันนี้ เราทุกคนมี “บัตรเครดิต” คนละหลายๆ ใบ มันเหมือนบัตรมหัศจรรย์ที่เราสามารถดึงเงินอนาคตมาใช้เท่าไหร่ก็ได้ แต่เราลืมไปว่าการที่เราเอาเงินอนาคตมา มันมีดอกเบี้ย และที่สำคัญมันต้องใช้ เฮ้ย!! หลายๆ คนลืมคิดไปเลยว่า “มันต้องคืนนะครับ มันไม่ใช่เงินฟรี แถมดอกเบี้ยมันสูงมากๆ ด้วย”
ถ้าเฉลี่ยหนี้บัตรเครดิต เราจะรู้เลยว่าเกิน 15% ต่อปี นั่นแปลว่า ไม่กี่ปี ดอกเบี้ยมันก็จะทบต้น แล้วทบไปเรื่อยๆ จากที่เรารูดบัตรเครดิต ซื้อนุ่นนี่ ครั้งละพันสองพันบาท สังเกตไหม ถ้าเราแค่จ่ายขั้นต่ำเฉยๆ ไม่นาน ยอดหนี้มันจะเพิ่มเป็นแสนเป็นล้านบาท
หลายคนตกใจมาก ว่าใช้เงินอนาคตไปเรื่อยๆ ครั้งละไม่กี่พัน ทำไมยอดหนี้มันเป็นล้าน ตกใจ ...กว่าจะรู้ตัวก็ไม่สามารถใช้คืนได้แล้ว กลายเป็นหนี้เสีย (ชีวิตพัง หมดเครดิต)
เอาอย่างนี้ ถ้าเราลองมองตรงข้าม หากเราทำแบบเดียวกันคือ แทนที่จะจ่ายครั้งละพันสองพัน ซื้อของที่สุดท้ายมันไม่ได้ใช้ แล้วกลายเป็นติดหนี้เป็นล้าน ทำไมเราไม่ทำตรงข้ามคือ แทนที่จะจ่ายซื้อของ เราตัดเงินครั้งละ
ไม่กี่พันทุกเดือน แต่เอาไปลงทุนแทน คุณรู้ไหมว่า “ทุกคนสามารถมีเงินล้านได้”
แต่เดี๋ยว ถ้าแค่เดือนละไม่กี่พัน แล้วตัดไปฝากธนาคาร แบบการออมปกติ ไม่มีทางที่จะมีเงินล้านง่ายๆ เพราะยุคนี้เงินฝากธนาคารได้ดอกเบี้ยต่ำมาก ยิ่งเดี๋ยวนี้ดอกเบี้ยเงินฝากมันแค่ 0.5% ยิ่งแทบไม่ต้องคิดเลยว่า การออมมันจะทำให้รวยได้ เราจึงต้อง “คิดใหม่ ทำใหม่ โดยแทนที่จะออมแบบฝากเงินปกติ เรามาลองออมในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงๆ แทน เช่น การออมในหุ้น”
แน่นอนการซื้อหุ้นมีความเสี่ยงในระยะสั้นคือ ราคาหุ้นระยะสั้นมันขึ้นลงผันผวนมาก แต่คนส่วนใหญ่ลืมคิดไปว่าสินทรัพย์อย่างหุ้น แม้ระยะสั้นจะผันผวนและดูเสี่ยง แต่ระยะยาวหุ้นกลับเป็นสินทรัพย์ที่มูลค่าเติบโตสูงที่สุดในสินทรัพย์ทั้งหมดนั่นคือ ประมาณ 12% ต่อปี
คิดง่ายๆ ครับ เศรษฐีเกือบทุกคนไม่ได้เอาเงินฝากธนาคารเฉย แบบที่เราคิดกัน แต่ในทางปฏิบัติจริง เศรษฐีส่วนใหญ่ เขาออมเงินในสินทรัพย์แทน ไม่ว่าจะจะเป็นที่ดินของสะสม และหุ้น ...หากจะถามว่าแล้วเศรษฐีที่เราเห็นเขารวยขึ้นตลอด แม้ว่าเศรษฐกิจไม่ดี แต่ก็ยังรวยขึ้น ได้ผลตอบแทนมากมาย ก็เพราะเขาออมเงินส่วนใหญ่ในหุ้นนั่นเอง
ที่เล่ามาซะยืดยาวก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า วันนี้คนรวยที่เขาเข้าใจวิธีการวางเงินให้ทำงานส่วนใหญ่ เขาออมกระจายไปในหุ้น ตรงนี้ในอดีตเป็นปัญหาของรายย่อยคือ มีเงินไม่มากพอที่จะกระจายความเสี่ยงในหุ้นได้ พอลงหุ้นรายตัวก็อาจทนความผันผวนไม่ได้
ทางแก้ก็คือ เราออมใน ETF แทน ซึ่งอย่างบัวหลวงเดี๋ยวนี้ มีการออก ETF เช่น BMSCITH ที่เป็นกองทุนกระจายความเสี่ยงให้รายย่อยเริ่มลงทุนหุ้นแบบออมในหุ้น ด้วยเงินเริ่มต้นเพียง 5,000 บาท ก็เริ่มออมได้แล้ว ตัวนี้คร่าวๆ ถ้าเราออมแค่เดือนละ 5,000 บาท 30 ปี เราก็จะมีเงินเกษียณถึงประมาณ 16 ล้านบาทเลยทีเดียว (ถ้าออมหุ้นเดือนละหมื่น ตอนเกษียณก็จะมีเงินถึง 30 ล้านบาท) โอ้วว ไม่เชื่อไปคำนวณดอกเบี้ยทบต้นดูครับ จะเข้าใจเลยว่า เราก็รวยได้
ที่ยกเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะอยากให้หลายๆ คนได้ลอง “ฉุกคิดและศึกษา” ยุคนี้มันมีทางเลือกการลงทุนมากมาย ขอแค่เราเข้าใจและมีวินัย ทุกคนก็วางแผนเกษียณ มีชีวิตแบบสบายๆ ได้ในที่สุดครับ







