
ตายบนถนน
เฉลี่ยปีละ 5,500 ศพ ที่จะต้องสังเวยบนท้องถนนเมืองไทย โดยต้นทางอุบัติเหตุอันสำคัญของตัวเลขนี้คือ รถจักรยานยนต์
โดย...ดาบบุญ
เฉลี่ยปีละ 5,500 ศพ ที่จะต้องสังเวยบนท้องถนนเมืองไทย โดยต้นทางอุบัติเหตุอันสำคัญของตัวเลขนี้คือ รถจักรยานยนต์
ทำให้ประเทศไทยถูกจัดอันดับเป็นที่หนึ่งของโลก ที่คนต้องมาตายเพราะรถจักรยานยนต์
หนำซ้ำตัวเลขอีก 2,500 คน คือ เยาวชน เด็กที่ต้องเสียชีวิตไป หรือให้ลงลึกเข้าไปอีก ก็พบค่าเฉลี่ยว่าแต่ละโรงเรียนจะต้องมี “นักเรียน” จากหายไปอย่างน้อยโรงเรียนละ 1 ศพ
เป็นวิกฤตชาติอย่างแท้จริง เพราะเราสูญเสียกำลังหลักของการพัฒนาสังคม พัฒนาชาติ ไปกับรถจักรยานยนต์ กับอุบัติเหตุบนท้องถนน
คำถามที่ตามมาคือ เกิดอะไรขึ้น
คำตอบที่ดาบบุญพอเห็นได้ชัดคือ ความประมาท ทั้งเกิดจากผู้ขับรถจักรยานยนต์เอง หรือรถยนต์บนท้องถนน และผลของคำว่าประมาทบนท้องถนน ก็ทำให้วลีที่ว่า “หนังหุ้มเหล็ก” มันชัดเจนยิ่งขึ้น
แน่นอนว่าอิสรเสรีของการบิดคันเร่ง การใช้รถจักรยานยนต์สัญจร มันคล่องตัวกว่าการใช้รถยนต์ การเดินทางที่ไม่จำเป็นต้องวุ่นวายหาที่จอดในเมืองหลวง และประการสำคัญคือการเป็น “เจ้าของ” รถจักรยานยนต์ได้ง่ายๆ
เพราะหากลองเดินผ่านตามตรอกซอกซอย หรือบนถนน จะเห็นห้างร้านขายรถจักรยานยนต์เต็มพรืดไปหมด สนองสมนาคุณต่างๆ เพื่อดึงดูดลูกค้า บ้างไม่ต้องเสียเงินดาวน์ก็เอารถจักรยานยนต์ออกมาขับได้ บ้างออกรถแถมทองอีกต่างหาก
หรือแม้แต่รถบิ๊กไบค์ ที่ทุกวันนี้เข้าถึงได้ง่ายเสียยิ่งกว่าหากล้วยในตลาด เพราะมีการจัดไฟแนนซ์ มีระบบผ่อน สนองความต้องการของคนที่อยากมี
แต่หลงลืมไปว่าคนที่เดินเข้าไปซื้อรถจักรยานยนต์มาครอบครอง มีความพร้อมแค่ไหน มีวินัย มีความรับผิดชอบปานใดบนท้องถนน หรือต้องระมัดระวังตัวเองแค่ไหนบนถนน เพราะหลายคนก็ปฏิเสธการสวมหมวกกันน็อก ซึ่งเป็นตัวช่วยเดียวหากเกิดอุบัติเหตุที่จะมีเปอร์เซ็นต์รอดตายได้
“แต่เพราะมันร้อน มันอึดอัด ไปใกล้ๆ ไม่เป็นไรหรอก” นั่นคือเหตุผลหลักที่คนไม่อยากจะสวมหมวกกันน็อก
อย่าลืมว่าบนถนนเมืองไทยมันโหดร้าย และสามารถทำให้บาดเจ็บ และพรากลมหายใจจากผู้ประมาทไปได้อย่างง่ายดาย
จำนวนรถจักรยานยนต์หลายสิบล้านคันทั่วประเทศ จึงสะท้อนให้เห็นว่าแนวโน้มในอนาคตอาจจะมีจำนวนการตายที่พุ่งสูงกว่าตัวเลขเฉลี่ยปีละ 5,500 คน
หลายฝ่ายเริ่มกังวล ยิ่งกับเทศกาลสงกรานต์ในทุกๆ ปี ยอดผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนน อันดับหนึ่งยังคงมาจากรถจักรยานยนต์ ยิ่งในถนนชุมชนยิ่งชนกันหนัก ตายกันเยอะ เจ็บกันบาน
เพราะมันมาพร้อมความเมา เมื่อดื่มหนักแล้วต้องขับรถจักรยานยนต์ ก็ยิ่งบานปลายไปกันใหญ่ ขณะที่หากมีความคึกคะนองเพิ่มเติมเข้ามาอีก ก็เป็นเรื่องง่ายที่จะจบชีวิตบนท้องถนน
แม้นักวิชาการหลายคนจะเห็นควรว่าต้องมีมาตรการกำหนด หรือกำกับกลุ่มคนที่ขับขี่รถจักรยานยนต์ ทั้งจำกัดความเร็ว หรือรถต้องได้สภาพมีมาตรฐาน ถนนต้องรองรับรถจักรยานยนต์ด้วย
แต่ว่ากันตรงๆ นั่นคือปัจจัยภายนอก แต่ปัจจัยภายในที่มาจากวินัยผู้ขับขี่เอง ไม่ว่าใครก็ตามบนท้องถนนจะต้องมีความรับผิดชอบ
ดาบบุญว่าตัวคนขับเองก็ต้องเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน หากยังคงกลัวความตายบนถนน







