
ความเสี่ยงและโอกาส ลงทุนเมื่อ "เฟด" ถอนคันเร่ง
โดย...ทวีศักดิ์ เผ่าพัลลภ ผู้อำนวยการอาวุโส บล.ภัทร
โดย...ทวีศักดิ์ เผ่าพัลลภ ผู้อำนวยการอาวุโส บล.ภัทร
หลังจากปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพียงปีละ 0.25% ใน 2 ปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (เฟด) ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% ในเดือน มี.ค. มาอยู่ที่ระดับ 0.75-1.0% แม้เป็นการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นเพียงครั้งที่ 3 ในรอบเกือบ 10 ปี แต่ถือว่าเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยที่เร็วกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ในช่วงต้นปีส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับขึ้นแรงในช่วงกลางเดือน มี.ค. โดยเฉพาะอย่างยิ่งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี ปรับขึ้นไปที่ระดับ 2.63% ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดในรอบกว่า 2 ปี
นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายอย่างมากของเฟดโดยการลดดอกเบี้ยไปที่ระดับใกล้ 0% และการเข้าไปซื้อพันธบัตรเป็นจำนวนมากหลังวิกฤตสินเชื่อซับไพรม์เมื่อปี 2551 เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ดังนั้นการทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยจึงเปรียบเสมือนการถอนคันเร่งและลดแรงขับเคลื่อนที่สำคัญทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดจนถึงขณะนี้ยังค่อนข้างสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจสหรัฐ ตลาดการจ้างงานและการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับศักยภาพของระบบเศรษฐกิจ โดยคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัวที่อัตรา 2.1% ในปีนี้และปีหน้าในขณะที่อัตราการว่างงานจะลดลงไปที่ 4.5% จาก 4.7% ในปัจจุบัน
แรงขับเคลื่อนที่สำคัญอีกประการหนึ่งสำหรับเศรษฐกิจสหรัฐ คือการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบายการคลัง ภายใต้รัฐบาลของ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเพิ่งได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีเมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ในช่วงหาเสียง ทรัมป์ได้สัญญาว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลดภาษีและเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐขนานใหญ่ และหลังจากที่ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งตลาดการเงินมีการตอบรับที่ดีมาก โดยค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นประมาณ 5-6% เทียบกับค่าเงินสกุลหลักอื่นๆ ดัชนี S&P 500 ก็ปรับขึ้นประมาณ 12% ไปทำสถิติสูงสุดใหม่ในช่วงต้นเดือน มี.ค. การตอบสนองที่ค่อนข้างดีส่วนหนึ่งเกิดจากการคาดการณ์ของตลาดว่า มีโอกาสค่อนข้างสูงที่รัฐบาลทรัมป์จะสามารถออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้สำเร็จ เนื่องจากพรรครีพับลิกันซึ่งเป็นพรรคที่ โดนัลด์ ทรัมป์ สังกัดได้ครองเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา
อย่างไรก็ตาม ในครึ่งหลังของเดือน มี.ค. ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลดลงจากความกังวลของตลาดว่า รัฐบาลทรัมป์จะสามารถผลักดันกฎหมายปฏิรูปการจัดเก็บภาษีเพื่อลดภาษีเงินได้ทั้งในส่วนของนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาได้จริงตามที่สัญญาไว้ได้หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่รัฐบาลและ สส.พรรครีพับลิกันต้องล้มเลิกความพยายามในการผลักดันกฎหมายประกันสุขภาพใหม่มาแทนที่ โอบามาแคร์ นอกจากนี้ ความกังวลของตลาดยังทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนลงอีกด้วย
หากรัฐบาลสหรัฐดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง ก็จะช่วยมารับไม้ต่อจากเฟดในช่วงที่เฟดกำลังถอนคันเร่ง แต่ถ้าไม่มีมาตรการออกมาหรือออกมาช้าเกินไปหรือในขนาดที่เล็กเกินไปเมื่อเทียบกับการคาดการณ์ของตลาดอาจจะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อตลาดหุ้นสหรัฐและตลาดหุ้นอื่นๆที่ได้รับผลดีจากการปรับเพิ่มขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐในช่วงก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ตราสารหนี้ประเภทอัตราผลตอบแทนสูงซึ่งราคาปรับขึ้นมา (ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความคาดหวังเกี่ยวกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ) ก็มีความเสี่ยงที่จะถูกเทขายรุนแรงเช่นกัน
แต่ในขณะเดียวกันก็มีสินทรัพย์บางประเภทที่อาจจะได้ประโยชน์จากความไม่แน่นอนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น พันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้ประเภทลงทุนได้ เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับลดลง (ทำให้ราคาตราสารปรับเพิ่มขึ้น) หลังจากความล้มเหลวในการผลักดันกฎหมายประกันสุขภาพฉบับใหม่ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปีก็ได้ปรับลดลงมาต่ำกว่า 2.4% นอกจากนั้น กองทุนอสังหาริมทรัพย์ทั้งในไทยและต่างประเทศน่าจะได้รับประโยชน์เนื่องจากราคาของสินทรัพย์ประเภทนี้มักจะแปรผกผันกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ส่วนเงินดอลลาร์ที่อ่อนตัวลงจะช่วยลดแรงกดดันต่อตราสารหนี้สกุลเงินท้องถิ่นและหุ้นในตลาดเกิดใหม่ด้วยเช่นกัน
ในภาวะที่ความไม่แน่นอนค่อนข้างสูงเช่นนี้ การกระจายการลงทุนเป็นสิ่งที่สำคัญ เนื่องจากการคาดการณ์ที่แม่นยำทำได้ค่อนข้างยาก นักลงทุนควรจะกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย และในแต่ละประเภทสินทรัพย์ก็ควรมีการกระจายการลงทุนภายในที่ดี เช่น สำหรับหุ้นควรมีทั้งหุ้นในประเทศและต่างประเทศทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่ ส่วนตราสารหนี้อาจจะกระจายไปทั้งตราสารประเภทลงทุนได้ และอัตราผลตอบแทนสูง
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการลงทุนในตราสารหนี้อัตราผลตอบแทนสูงซึ่งมีความเสี่ยงทางด้านการผิดนัดชำระหนี้สูง นักลงทุนอาจจะเน้นลงทุนในตลาดที่มีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเช่นสหรัฐ เป็นต้น
ภาพ...เอเอฟพี







