posttoday
เฟดจ่อขึ้นดอกเบี้ย

เฟดจ่อขึ้นดอกเบี้ย

14 มีนาคม 2560

โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ.หลักทรัพย์ธนชาต

โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ.หลักทรัพย์ธนชาต email : [email protected]

ตลาดการเงินโลกรับรู้ไปแล้วว่า ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมกลางสัปดาห์นี้ (15 มี.ค.) ด้วยความเป็นไปได้กว่า 90%

อย่างไรก็ดี ยังมีความเห็นที่แตกต่างกันต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเฟดในปีนี้ มีตั้งแต่แค่ 2 ครั้ง บ้างก็ 3 ครั้ง หรือแม้กระทั่ง 4 ครั้ง

เสียงส่วนใหญ่ประเมินว่า 2-3 ครั้ง แต่เอียงมาทาง 3 ครั้ง หลังมีสัญญาณชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่า เฟดใกล้จะบรรลุเป้าหมายการจ้างงานและเงินเฟ้อ

สัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐใน 3-4 เดือนข้างหน้า จะเป็นตัวแปรชี้วัดความเร็วการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเฟด ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุน

แนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเฟด ดึงดูดให้เงินทุนไหลย้อนกลับเข้าหาสินทรัพย์ในรูปดอลลาร์ และหนุนสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐให้แข็งค่า

ในทางกลับกัน สกุลเงินตลาดเกิดใหม่ถูกกดดันให้อ่อนค่าลง จึงกระตุ้นแรงขายลดเสี่ยงหุ้น และตราสารหนี้ของตลาดเกิดใหม่ กรณีตลาดไทย ต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยในเดือน มี.ค.(นับถึงวันที่ 10 มี.ค.) ไปแล้ว 10,591 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี ในระยะไตรมาสขึ้นไป เงินบาทยังได้แรงหนุนจากการส่งออกที่ดีขึ้น การเกินดุลการค้า ดุลบัญชีเดินสะพัด และฐานะทุนสำรองเงินตราต่างประเทศในระดับสูง จึงช่วยชดเชยผลกระทบจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยเฟดขาขึ้นไปได้มาก

ภายใต้สถานการณ์แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยเฟดขาขึ้น การปรับพอร์ตลงทุนทั่วโลกที่ดำเนินมาเป็นปีแล้ว ได้เร่งตัวขึ้นอีกครั้งในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยปรับลดตราสารหนี้โดยเฉพาะกลุ่มที่อายุยาว และโยกเงินส่วนใหญ่ไปยังสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก

ราคาพันธบัตรถอย สวนทางบอนด์ยิลด์ที่ไต่ขึ้น บอนด์ยิลด์สหรัฐรุ่น 10 ปี ขยับขึ้นมาใกล้ 2.6% จากระดับ 2.3% เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ขณะที่อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ 2 ปี ที่อ่อนไหวกับอัตราดอกเบี้ยเฟด ขึ้นมาอยู่ที่ 1.38% สูงที่สุดในรอบเกือบ 9 ปี

บอนด์ยิลด์ของไทยรุ่น 10 ปี ขึ้นมาที่ 2.86% และมีทิศทางแกว่งขึ้นในช่วง 2 ปีข้างหน้า

นักลงทุนจึงควรลดน้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้ หากไม่ลดน้ำหนักก็ควรลดอายุคงเหลือเฉลี่ยของตราสารหนี้ในพอร์ต เพื่อลดความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น

อย่างไรก็ดี นักลงทุนในตลาดหุ้นมองบวกว่า การส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยเร็ว เพราะเฟดมีความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจสหรัฐแกร่งพอที่จะปรับตัวรับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเฟด

เมื่อการประชุมเฟดผ่านไป อาจมีแรงซื้อคืนหุ้นในตลาดเกิดใหม่ที่ปรับลงมาก่อนหน้านี้

สัดส่วนการถือครองหุ้นของนักลงทุนสถาบันระดับโลกยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวมาก ขณะที่สัดส่วนเงินฝากในระบบธนาคารทั่วโลก และเงินลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ก็สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวมาก

ระยะสั้น ดัชนีหุ้นลงมาที่เขตแนวรับ 1,540 จุด หากหลุดมีแนวรับสำรองแถว 1,520 และ 1,510 จุด ตามลำดับ

การปรับฐานในสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังมีประเด็นราคาน้ำมันที่ทรุดแรงกว่า 7% ในสัปดาห์เดียว เนื่องจากตลาดกลับมากังวลว่าน้ำมันอาจล้นตลาด

ราคาน้ำมันที่ร่วงแรงกดดันหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำที่มีน้ำหนักในการคำนวณดัชนีสูง แต่กลุ่มกลางน้ำยังคงได้ประโยชน์จากค่าการกลั่นน้ำมัน และสเปรดปิโตรเคมีที่อยู่ในระดับสูง การอ่อนตัวของหุ้นกลุ่มนี้ มองเป็นโอกาสในการเก็บบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) เป็นต้น

อีกด้านหนึ่ง ราคาน้ำมันที่ลดลงยังช่วยหุ้นที่มีต้นทุนด้านพลังงานในสัดส่วนสูง เช่น หุ้นกลุ่มสายการบิน ชอบบริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV) เป็นต้น

นอกจากนั้น การดิ่งแรงของหุ้นบริษัท กรุ๊ปลีส (GL) ถึง 57% ในเดือน มี.ค. (เป็นเหตุเฉพาะตัว) ยังส่งผลข้างเคียงต่อหุ้นกลุ่มลีสซิ่ง จริงๆ แล้วไม่มีประเด็นเชื่อมโยงกันเลย หุ้นลีสซิ่งอื่นที่ถอยลงผิดปกติ จึงเป็นโอกาสเข้าลงทุน เช่น บริษัท ศรีสวัสดิ์พาวเวอร์ 1979 (SAWAD)

ขณะที่นักลงทุนส่วนหนึ่งที่ลงทุนกระจุกตัวในหุ้น GL เสี่ยงถูกบังคับขายหุ้นในพอร์ต ทำให้ดัชนีภาพรวมอ่อนแอกว่าตลาดหุ้นเพื่อนบ้าน

การทยอยขึ้น XD ของหุ้นส่วนใหญ่ในช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย. จะถ่วงดัชนีหุ้นอยู่แล้วราว 30 จุด อย่างไรก็ดี ในมุมผู้ลงทุน มูลค่าเงินลงทุนไม่ได้หายไปไหน แต่เปลี่ยนรูปไปเป็นเงินปันผล ซึ่งส่วนหนึ่งจะวนกลับมาลงทุนในตลาดหุ้น เนื่องจากทนไม่ไหวกับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก

ระยะ 6-12 เดือน ตลาดหุ้นโลกยังเป็นขาขึ้น สัญญาณเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวจะหนุนให้เกิดการปรับพอร์ตการลงทุนระดับโลกต่อไป ผ่านการปรับพอร์ตลดตราสารหนี้ และโยกมาเพิ่มหุ้น โดยเฉพาะกลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น เช่น หุ้นกลุ่มการเงิน เป็นต้น

หุ้นกลุ่มการเงิน นอกจากจะได้ประโยชน์จากแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นแล้ว เศรษฐกิจที่ค่อยๆ ฟื้นตัวจะช่วยหนุนการขยายสินเชื่ออัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ที่ถีบตัวขึ้นมา และปัญหาตั๋วแลกเงิน (บี/อี) ผิดนัดชำระหนี้ ทำให้บริษัทส่วนหนึ่งหันมาพึ่งสินเชื่อธนาคารมากขึ้น

คุณภาพสินทรัพย์ในระบบการเงินจะดีขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ พอจะพูดได้ว่าปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ผ่านจุดที่แย่ที่สุดไปแล้ว แรงกดดันจากการตั้งสำรองจึงมีแนวโน้มลดลง มูลค่ากลุ่มธนาคารยังไม่สูง ค่าสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ปีนี้จะลดเหลือ 10 เท่า ต่ำกว่าตลาดที่ 15 เท่า

นอกจากนั้น การที่บาทกลับมาอ่อนค่ายังช่วยหนุนหุ้นส่งออกอีกทางหนึ่งด้วย

ความเสี่ยงด้านล่างของตลาดหุ้นยังคงถูกจำกัดด้วยสภาพคล่องที่อยู่ในเกณฑ์สูง แม้ภาพรวมการลงทุนยังดูอ่อนแอ แต่ยังสามารถเลือกซื้อหุ้นรายตัวได้ โปรดดูเพิ่มเติมในบทวิเคราะห์ธนชาต หรือผ่านแอพพลิเคชั่น Thanachart Think

พบกันใหม่สัปดาห์หน้า สวัสดีครับ

ภาพ...เอเอฟพี 

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค