
ขำๆ น่าเอ็นดูจริง
วันนี้มีเรื่องขำๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับเศรษฐกิจมาเล่าสู่กันฟัง
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
วันนี้มีเรื่องขำๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับเศรษฐกิจมาเล่าสู่กันฟัง
เหตุเกิดเมื่อวันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ แถลงตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจไตรมาส 4 ของปีก่อนที่เติบโต 3% ทำให้ทั้งปีเติบโตเฉลี่ย 3.2%
พอแถลงเสร็จไม่นาน ก็มีขาประจำออกมาจัดการกับตัวเลขนี้ทันที
โถ จะเป็นใครที่ไหน ถ้าไม่ใช่พรรคเพื่อไทยเจ้าเก่า
พรรคเพื่อไทย บอกว่า เศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายโตต่ำที่สุดใน 4 ไตรมาส เป็นไปตามที่คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยเคยเตือนไว้
นอกจากนั้น ผลสำรวจล่าสุดก็ออกมาว่ารัฐบาลสอบตกในการบริหารเศรษฐกิจได้คะแนนเพียง 4.63 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10
พรรคเพื่อไทยยังอยากให้รัฐบาลได้ไปดูแผนเศรษฐกิจใหม่ของสิงคโปร์ ซึ่งต่างกับยุทธศาสตร์ 20 ปีของรัฐบาลอย่างมาก
นอกจากนั้น ยังย้ำอีกถ้าอยากดูการฟื้นตัวก็ให้ไปดูไตรมาส 4 ของสิงคโปร์ที่เศรษฐกิจฟื้นจริงและโตกลับมาได้ถึง 12.3% สูงสุดในรอบ 5 ปี
สุดท้ายก็เหมือนแผ่นเสียงตกร่องว่าหากรัฐบาลสอบตกทางเศรษฐกิจ แก้ปัญหาไม่ได้ก็ควรเร่งให้ประชาชนได้ตัดสินเลือกผู้บริหารประเทศที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำหน้าที่แทน
งานนี้แหละที่เรียกว่า น่ารักน่าเอ็นดู
เพราะการที่ยกเอาแผนเศรษฐกิจและตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์มาพูดเฉพาะไตรมาสเดียว ความสามารถเช่นนี้สามารถเป็นทีมงานระดับผลิตหนังฮอลลีวู้ด
ตัดต่อเรื่องราวข้อมูลเก่งระดับเทพ
ตลอดปี 2559 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจสิงคโปร์ง่อยเปลี้ยเสียขามาตลอด มีแค่ไตรมาสสุดท้ายของปีที่โตพรวดพราด
เฉลี่ยทั้งปีเศรษฐกิจสิงคโปร์จึงโตแค่ 2% เท่ากับปี 2558 เป็นอัตราเติบโตที่ต่ำสุดในรอบ 5 ปี
แล้วเศรษฐกิจไทยที่โตเฉลี่ยเกิน 3% ใครดีกว่ากันหนอ น่าจะลองไปออกข้อสอบถามเด็ก ป.4
ยิ่งเป็นนักธุรกิจหรือนักบริหาร ระหว่างเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ กับสวิงไป สวิงมา อย่างไหนจะทำให้การบริหารจัดการง่าย และเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจมากกว่ากัน
ในปี 2560 นี้ สิงคโปร์ประเมินว่าเศรษฐกิจอาจโตแค่ 1.6% หรือถ้าเฮงไม่หยุดหย่อนก็อาจจะโตได้ไม่เกิน 3%
นักวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจในสิงคโปร์เฝ้ารอความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นจากนโยบายของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประเทศสหรัฐ เพราะเศรษฐกิจสิงคโปร์ผูกขาดกับการส่งออกโดยตรง
คำถามก็คือ จะเอาแบบสิงคโปร์แน่แล้วหรือ
เรื่องนี้จึงอ่านขำๆ อย่าเอาเรื่องอย่าเอาราวอะไรมากนักกับสิ่งที่ยกอ้างขึ้นมาพูดกัน
แต่สิ่งที่น่าคิดก็คือ การที่มีรัฐบาลบริหารประเทศ กับการที่มีฝ่ายตรงข้ามที่เอาเศรษฐกิจมาเป็นประเด็นทำลายความน่าเชื่อถือไม่หยุด
ฝ่ายไหนดูแล้วแย่กว่ากันหนอ
คิดแบบขำๆ อย่าซีเรียส บ้านเมืองก็เป็นอย่างนี้แหละ







