
ทำไงให้แบงก์ปล่อยกู้
โดย...กิติชัย เตชะงามเลิศ นักลงทุนหุ้นและอสังหาริมทรัพย์
โดย...กิติชัย เตชะงามเลิศ นักลงทุนหุ้นและอสังหาริมทรัพย์
ท่านที่อ่านบทความที่แล้ว คงเห็นผลตอบแทนที่จะได้จากการเป็นเศรษฐีห้องเช่าในระยะยาวแล้ว ว่าสูงมากเมื่อเทียบกับเงินลงทุนที่แท้จริง เพียงแต่จะทำอย่างไรให้สถาบันการเงินปล่อยกู้เท่านั้น สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการทำให้เครดิตของท่านดูน่าเชื่อถือ แล้วจะต้องทำอย่างไรกัน
ปัจจุบันการปล่อยกู้ของสถาบันการเงินนอกจากจะใช้อันดับเครดิตแล้ว ประวัติของท่านในระบบ เครดิต บูโร ก็เป็นส่วนสำคัญที่จะชี้เป็นชี้ตาย ว่าสินเชื่อของท่านจะได้รับการอนุมัติหรือไม่ ซึ่งจะทำให้ท่านที่ไม่ใช่เศรษฐีเงินถุงเงินถัง แต่อยากจะเป็นเศรษฐีห้องเช่าได้สำเร็จดังใจปรารถนาหรือไม่
ขั้นตอนในการสร้างเครดิตที่ดีในสายตาของสถาบันการเงิน
1.ชำระหนี้สินที่รกรุงรังเสียก่อน โดยเฉพาะหนี้ที่เกิดจากการบริโภค เพราะว่าหนี้ประเภทนี้ส่วนใหญ่ก็จะเป็นสินเชื่อบัตรเครดิต หรือสินเชื่อบุคคลเพื่อการอุปโภค ซึ่งอัตราดอกเบี้ยจะสูงถึง 20%+- สินเชื่อ 2 ประเภทนี้เป็นสินเชื่อที่ผมแนะนำอยู่เสมอว่าไม่ควรจะใช้ เพราะว่านอกจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงมาก (พอๆ กับผลตอบแทนที่นักลงทุนที่เก่งระดับโลกทำกันได้) อย่าลืมนะครับว่า ของเขาเป็นผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุน แต่ของท่านเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายจากการไม่เข้าใจนิยามของคำว่า “ออมเงิน” ที่ผมพูดอยู่เสมอว่า เมื่อมีรายได้เข้ามา ต้องกันไว้ออมอย่างน้อย 20% ส่วนที่เหลือ 80% ค่อยเก็บไว้ใช้จ่าย ห้ามยืมเงินในอนาคตไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดมาใช้ เพราะว่าต้นทุนของเงินกู้ยืมที่สูง ถ้าท่านมีวินัยการออมเงินที่ดี ก็จะเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งในการที่จะขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน ในการต่อเติมความฝันที่จะเป็นว่าที่เศรษฐีห้องเช่าได้เป็นอย่างดี
หรือถ้ามีสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ถ้าเคลียร์ได้ก็เคลียร์ก่อน เพราะว่าดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านนั้นลดต้นลดดอก ในขณะที่สินเชื่อรถยนต์เป็นอัตราดอกเบี้ยทบต้นทบดอกเบี้ย เมื่อคำนวณแล้วภาระดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านจะต่ำกว่ากู้ซื้อรถอยู่มาก เป็นการทำให้ลดภาระดอกเบี้ยจากเงินกู้ที่มีจำนวนเท่ากัน แปลกจริงๆ คนไทยชอบซื้อรถ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่เสื่อมมูลค่าก่อน ที่จะคิดซื้ออสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ทวีมูลค่า สาเหตุเหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้คนไทยอยู่ในภาวะลำบากจากหนี้สินเป็นจำนวนมาก จนประเทศไทยติดอันดับ 1 ใน 2 ประเทศของอาเซียน ที่มีหนี้ครัวเรือนสูง/ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) สูงที่สุดร่วมกับมาเลเซีย ซึ่งอยู่ที่กว่า 80% ต่อจีดีพี
2.การตรวจเช็กเครดิตบูโรของตนเอง เพื่อจะได้ทราบประวัติเครดิตว่ามีปัญหาอะไรหรือไม่ ก่อนที่จะทำการยื่นขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน สำหรับท่านที่ไม่เคยใช้สินเชื่อ มีเพียงแต่บัตรเครดิต และจ่ายเต็มจำนวน (ขอย้ำอีกครั้งนะครับว่าไม่ควรจ่ายแบบบางส่วน ซึ่งทำให้ต้องจ่ายดอกเบี้ยบัตรเครดิตในอัตราที่สูง) และชำระตรงเวลามาตลอด ก็ข้ามขั้นตอนนี้ไปได้เลย
3.ถ้ามีภาระค้ำประกันสินเชื่อให้บุคคลอื่น ควรที่จะหาทางปลดภาระเหล่านี้ เพราะสถาบันการเงินจะนำส่วนนี้มาคิดเป็นภาระหนี้ของท่านด้วย นั่นคือวงเงินที่จะสามารถกู้ก็จะลดลง หรืออาจจะทำให้ไม่สามารถกู้ได้ เพราะว่าโดยปกติสถาบันการเงินจะคำนวณภาระผ่อนไม่เกิน 30% ของรายได้ของผู้กู้
4.หาคนที่มีเครดิตดีมากู้ร่วมหรือค้ำประกัน จะทำให้มีโอกาสที่จะได้รับการอนุมัติสูงขึ้น
5.ให้เงินเข้า/ออกผ่านทางบัญชีธนาคาร ยิ่งนานยิ่งดี หรืออย่างน้อยก็สัก 6 เดือนขึ้นไป เพราะเป็นส่วนหนึ่งที่สถาบันการเงินใช้ในการพิจารณา ยิ่งมีรายได้เข้ามาสม่ำเสมอทุกเดือนในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกัน จะเป็นการทำให้สถาบันการเงินมีความมั่นใจในความมั่นคงของรายได้
6.เลือกซื้อตามความสามารถในการกู้ เช่น ถ้ามีรายได้ต่อเดือน = 5 หมื่นบาท คงต้องซื้อคอนโดที่ผ่อนไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท/เดือน นั่นก็คือคอนโดที่มีราคาไม่เกิน 2.4 ล้านบาท (กู้ 2.18 ล้านบาท และใช้เงินออมส่วนตัว 2.2 แสนบาท)
7.ระยะเวลาการผ่อน ยิ่งนานก็จะทำให้ภาระการผ่อนต่องวดต่ำลง ทำให้สามารถซื้อคอนโดในราคาที่สูงขึ้นได้
8.พิจารณาเรื่องความมั่นคงของหน้าที่การงานและรายได้ของตนว่ามีมากน้อยแค่ไหน มิฉะนั้นถ้าถูกปลดออกจากงาน แล้วยังหางานใหม่ไม่ได้ หรืองานใหม่มีรายได้น้อยลง จะมีปัญหาผ่อนส่งหรือไม่อย่างไร
หวังว่าบทความที่เขียนมา 3-4 ตอนนี้จะเป็นซีรี่ส์ ที่ทำให้ท่านผู้อ่านหลายๆ ท่านได้เป็นเศรษฐีห้องเช่ากันเร็วขึ้นนะครับ







