posttoday
ตลาดหุ้นดี-ตลาดหุ้นแย่ จะลงทุนกับกองทุนแบบไหนจึงมีกำไร

ตลาดหุ้นดี-ตลาดหุ้นแย่ จะลงทุนกับกองทุนแบบไหนจึงมีกำไร

29 มกราคม 2560

โดย...หมอนัท Fund Clinic

โดย...หมอนัท Fund Clinic

สวัสดีครับ นักลงทุนในกองทุนรวมทุกท่านพบคอลัมน์ FundClinic กับผมหมอนัทคนเดิม ปีนี้ถือว่าเป็นปีที่เริ่มต้นด้วยความสดใส (หลายๆ คนอยากให้เป็นแบบนี้ตลอดไป) โดยตลาดหุ้นไทยเปิดปีมาด้วยการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มใหญ่ๆ อย่างน่าตื่นเต้น

แต่ทั้งนี้เราคงวางใจไม่ได้ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดถึงประเด็นต่างๆ ที่จะพบเจอได้ทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเลือกตั้งในกลุ่มประเทศยุโรป การขึ้นดอกเบี้ย และการดำเนินนโยบายทางการเมือง และเศรษฐกิจของสหรัฐ ที่น่าจับตามอง เนื่องจากมีผลกระทบโดยตรงกับการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ ที่ตลาดหุ้นของประเทศไทยของเราที่ปรับตัวขึ้นได้แรง น่าจะเป็นเพราะหลายสาเหตุประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นมา ส่งผลให้หุ้นในกลุ่มพลังงานปรับตัวดีขึ้นมาได้บ้าง นอกจากนี้ดูเหมือนบรรยากาศของการลงทุนทั่วโลกที่ดูแล้วจะเป็นบวกมากขึ้น ทั้งในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน หรือแม้แต่ประเทศสหรัฐเองตลาดหุ้นก็ปรับตัวดีขึ้นตามนโยบายด้านการเมือง และเศรษฐกิจ ซึ่งด้วยแนวโน้มของดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้นก็เป็นส่วนหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจของสหรัฐเริ่มดีขึ้น

เมื่อแนวโน้มของอัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น และแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของ NPL ปรับตัวลดลง เลยส่งให้หุ้นในกลุ่มแบงก์เลยขยับตัวขึ้นตาม นอกจากนี้ปัญหาเรื่องน้ำท่วมในภาคใต้ ประกอบกับนโยบายในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลที่ทำให้หุ้นในกลุ่มก่อสร้าง และโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ปรับตัวขึ้นมาช่วยอีกแรง

รวมถึงในช่วงที่ผ่านมาต่างชาติก็มีเข้ามาซื้อหุ้นไทยเพิ่มเติมคือมี Fund Flow เข้ามาจะทำให้หุ้นที่มีขนาดใหญ่อย่างกลุ่มพลังงาน และธนาคารที่มีสภาพคล่องในการลงทุนสูงนั้นได้ปรับตัวขึ้นนำหุ้นในกลุ่ม Mid-Small Cap ขึ้นมาโดยเฉพาะในช่วงปลายปี ต่อเนื่องมาจนถึงต้นปีนี้

ดังนั้น ในช่วงที่ผ่านมา ผมเลยได้รับคำถามหลังไมค์เข้ามา ซึ่งเป็นคำถามที่คล้ายๆ กันว่าเราจะลงทุนในกองทุนอะไรดีในช่วงที่ตลาดหุ้นเป็นขาขึ้นแบบนี้ และถ้าตลาดหุ้นปรับตัวเป็นขาลงละ จะแก้เกมอย่างไร หรือลงทุนกับอะไรดี จะเลือกกองทุนที่ดีได้อย่างไร รวมถึงอยากทราบวิธีการจับจังหวะในการลงทุนกับกองทุนรวม ดังนั้นผมจะตอบคำถามเหล่านี้ไปทีละข้อนะครับ

ตอนตลาดหุ้นดี - กองทุนที่ผมแนะนำให้ลงทุน หากแน่ใจว่าตลาดหุ้นกำลังเป็นขาขึ้นนั้นก็คือ กองทุนดัชนี หรือว่ากองทุนหุ้นแบบ Passive Fund นั่นเองครับ เนื่องจากว่าในช่วงตลาดหุ้นเป็นขาขึ้น หุ้นกลุ่มใหญ่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงนี้ที่หุ้นกลุ่มพลังงานกลับมามีแนวโน้มที่ดีจากราคาน้ำมัน ก็ยิ่งทำให้ผลตอบแทนที่เกิดขึ้นนั้นทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับเมื่อมี Fund Flow ไหลเข้าในประเทศส่วนใหญ่ก็จะเข้ามาในหุ้นกลุ่มใหญ่ก่อนอย่างที่ผมได้อธิบายไปในตอนต้น ซึ่งเราจะหากองทุนหุ้นแบบ Active Fund ที่จะทำผลตอบแทนได้ชนะกองทุนหุ้นแบบ Passive Fund ได้ไม่มากเท่าไหร่นัก

ซึ่งถ้าเราดูจากผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปีที่ผ่านมาก็จะพบว่า กองทุนหุ้นแบบ Passive Fund นั้น ให้ผลตอบแทนอยู่ที่ประมาณ 26% (ข้อมูลจาก Siamchart ณ วันที่ 19/1/60) ซึ่งปรับตัวขึ้นสูงกว่ากองทุนหุ้นทั่วไป และกองทุนหุ้นเล็กบางตัวเสียด้วย แต่ก็ยังไม่เท่ากับกองทุนกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานที่กำลังมาแรงในช่วงนี้ โดยให้ผลตอบแทนถึง 50% (ข้อมูลจาก Siamchart ณ วันที่ 19/1/60)

ดังนั้น ท่านไหนที่ต้องการเก็งกำไรกับกองทุนรวมในช่วงขาขึ้น ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้นะครับ สามารถทำได้ โดยการลงทุนกับกองทุน Passive Fund ที่มีแนวโน้มการปรับตัวที่ดีในขาขึ้นของตลาดหุ้น และค่าธรรมเนียมในการซื้อขายก็ถือว่าถูกมากด้วยครับ

ตอนตลาดหุ้นไม่ดี - กองทุนที่ผมแนะนำให้ลงทุน ถ้าหากตลาดหุ้นอยู่ในภาวะที่ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่นัก หรือว่าอยู่ในภาวะที่ผันผวนสูง ผมก็คงจะแนะนำให้นักลงทุนปรับเปลี่ยนกองทุนหุ้นที่ถืออยู่มาเป็นกองทุนหุ้นในกลุ่ม LowBeta และ/หรือ Min Vol, Low Vol แทน

ทั้งนี้ ก็เพื่อลดความผันผวน และการขาดทุนลง ให้มีโอกาสขาดทุนน้อยที่สุดครับ ซึ่งถ้าตลาดหุ้นกลับมาเป็นขาขึ้นเมื่อไหร่ การขาดทุนที่ไม่มากเกินไปในช่วงที่ตลาดหุ้นไม่สู้ดี จะทำให้เรามีโอกาสกลับมาทำกำไรได้สูงกว่าครับ

แต่ถ้านักลงทุนคิดว่าการถือกองทุนหุ้นล้วนๆ นั่นยังมีความเสี่ยงที่สูงเกินกว่าที่ตนเองจะรับได้ ผมเองก็คงจะแนะนำให้นักลงทุนสับเปลี่ยนประเภทกองทุนมาเป็นกองทุนผสม ไม่ว่าจะเป็นผสมแบบที่มีสัดส่วนตายตัว เช่น 70:30 (หุ้น 70% : ตราสารหนี้ 30%) หรือว่าจะเป็นแบบ ผสมยืดหยุ่นที่ไม่ได้กำหนดสัดส่วนไว้อย่างตายตัว แต่จะปรับตัวตามกลยุทธ์ของผู้จัดการกองทุนที่วางแผน วางกรอบไว้ ทำให้ในบางช่วงถ้าตลาดหุ้นดูมีแนวโน้มที่แย่มากเราก็อาจจะเห็นสัดส่วนตราสารหนี้ที่สูงกว่าสัดส่วนการลงทุนในหุ้นของกองทุนได้ในกองทุนรูปแบบนี้ครับ

แน่นอนว่า จะทำให้อัตราการขาดทุนนั้นน้อยลงกว่าการถือกองทุนหุ้นล้วนตามปกติ แต่ว่าถ้านักลงทุนอยากจะทำการปรับพอร์ตเองก็สามารถทำได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่นในช่วงเวลาปกตินักลงทุนมีกองทุนหุ้นอยู่ในสัดส่วน 70% ของพอร์ต ในภาวะที่ไม่แน่นอนอาจจะปรับลดลงเหลือ 50% ของพอร์ต จากนั้นก็เพิ่มสัดส่วนของกองทุนที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมออย่างกองทุนอสังหาฯ หรือว่ากองทุนตราสารหนี้ก็สามารถทำได้เช่นกันครับ

ส่วนคำถามเรื่องการเลือกกองทุนที่ดี และจังหวะการซื้อกองทุนดูอย่างไรนั้น ผมจะขอเก็บไว้อธิบายเพิ่มเติมในครั้งหน้านะครับ

แต่โดยส่วนใหญ่ผมไม่ค่อยจะแนะนำให้นักลงทุนจับจังหวะการลงทุนในระยะสั้นกับกองทุนรวมเสียเท่าไหร่นัก เนื่องจากมีความคลาดเคลื่อนของเวลา และหน่วยลงทุนนั้นสูงมาก เพราะเราจะทราบราคาหน่วยลงทุนที่ซื้อ ณ สิ้นวันไปแล้ว ซึ่งไม่ตรงกับข้อมูลการตัดสินใจในระหว่างวัน ซึ่งเป็นไปได้ยากมากที่จะได้ราคาหน่วยลงทุนตามที่เราอยากได้ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของค่าธรรมเนียมที่หากเราซื้อขายบ่อยครั้งก็จะทำให้เราเสียค่าธรรมเนียมไปเยอะ บางครั้งไม่คุ้มกับที่ลงทุนไป

แล้วพบกันครั้งหน้านะครับวันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ

ภาพ...เอเอฟพี

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน