
ทรัมป์เทรด
โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ.หลักทรัพย์ ธนชาต
โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ.หลักทรัพย์ ธนชาต email: [email protected]
โดนัลด์ ทรัมป์ สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอย่างเป็นทางการไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา ท่ามกลางความสงสัยว่า จะนำนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ไปสู่ภาคปฏิบัติได้มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะการปฏิรูปภาษี และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
ก่อนหน้านี้ ตลาดการเงินมีความคาดหวังสูง เนื่องจากพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากทั้งในสภาล่างและสภาสูง น่าจะช่วยผลักดันนโยบายเหล่านี้ เศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัวได้เร็วขึ้น
หลังการเลือกตั้ังเมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2559 ตลาดการเงินตอบรับในทิศทางนั้น ดาวโจนส์ดีดขึ้นมาถึง 10% จ่อแนวต้าน 20,000 จุด ก่อนจะย่อลงเล็กน้อย
ดัชนีเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นเกือบ 6% ก่อนจะอ่อนลงมาครึ่งทาง
อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ 10 ปีของสหรัฐ ทะยานขึ้นจากระดับ 1.8% ไปแตะ 2.6% สะท้อนความคาดหวังว่า นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐจะเพิ่มแรงดันเงินเฟ้อ และหนุนแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด อย่างไรก็ดี บอนด์ยิลด์ย่อลงมาเคลื่อนไหวต่ำกว่า 2.5%
การแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐและแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ได้สร้างแรงกดดันต่อตลาดเกิดใหม่ในช่วงแรก กระแสเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่และไหลย้อนกลับเข้าสู่ตลาดสหรัฐ
อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ค่าเงินสหรัฐที่แข็งเร็วเกินไป จนกดดันสกุลเงินทั่วโลก รวมถึงสกุลบาทและราคาสินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่ที่ลดลงมาก กระตุ้นให้มีการปรับพอร์ตเข้าซื้อหุ้นในตลาดเกิดใหม่แถบเอเชีย รวมถึงของบ้านเรา
ดัชนีหุ้นไทยดีดแรงเกินคาด แต่ไม่ผ่านแนวต้าน 1,580 จุด ก่อนถอยลงมาสร้างฐานเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 1 เดือนที่ 1,550 จุด และปิดล่าสุดที่ 1,562.99 จุด
กลางสัปดาห์ก่อน ทรัมป์ยังแสดงความเห็นว่า ค่าเงินเหรียญแข็งเกินไป ซึ่งได้สร้างความปั่นป่วนในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน
รายงานข้างต้นชี้ให้เห็นถึงอิทธิพลของทรัมป์ต่อตลาดการเงินทั่วโลก
หนึ่งร้อยวันแรก หลังทรัมป์เข้ารับตำแหน่งคงถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดว่า เขาจะผลักดันนโยบายต่างๆ ได้มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะการปฏิรูปภาษีและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
ปัจจุบัน ภาษีเงินได้นิติบุคคลของสหรัฐอยู่ที่ 35% หากปรับลงเหลือ 15% จริงจะช่วยหนุนกำไรของบริษัทในสหรัฐ และกลายเป็นหนึ่งในตัวแปรที่จะดึงดูดการลงทุนกลับเข้าสหรัฐ
ทรัมป์ยังประกาศทุ่มเงินมโหฬาร 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐ
อย่างไรก็ดี ข้อจำกัดด้านงบประมาณ เพดานหนี้สาธารณะ คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะผลักดันเรื่องนี้อย่างรวดเร็ว
นโยบายปกป้องผลประโยชน์ทางการค้าของสหรัฐ ที่สวนทางกับกระแสการค้าเสรี เป็นอีกประเด็นร้อนที่ต้องติดตามต่อไป เพราะหากทำจริง อาจส่งผลตีกลับต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ และฉุดรั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ที่สำคัญคงมีปฏิกิริยาตอบโต้จากประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะจีนที่คงไม่ยอมโดนอัดข้างเดียว
ไทยและอาเซียนมีจีนเป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญ คงพลอยโดยหางเลขอย่างยากจะหลีกเลี่ยง
ขณะที่นโยบายของทรัมป์ยังมีความเสี่ยงไม่แน่อน แต่ที่แน่นอนคือ อัตราดอกเบี้ยเฟดมีแนวโน้มเป็นขาขึ้น ยิ่งทรัมป์กระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐได้ดี ยิ่งทำให้อัตราดอกเบี้ยขึ้นเร็วขึ้น
ขณะนี้ตลาดคาดว่า เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยครั้งถัดไปในเดือน มิ.ย.นี้ และขึ้นเพียง 2 ครั้งในปีนี้ ไม่ใช่ 3 ครั้ง ที่กรรมการเฟดส่วนใหญ่คาดการณ์
ตลาดคงปรับเปลี่ยนการคาดการณ์เป็นระยะ โดยเฉพาะมุมมองต่อการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งจะมีอิทธิพลอย่างมากต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างสินทรัพย์ต่างๆ ตลาดหุ้นจึงมีแนวโน้มแกว่งผันผวนมากขึ้น
ด้านการเมืองบ้านเรา ค่อนข้างชัดเจนว่า รัฐบาลนี้จะอยู่ยาวไปอย่างน้อยถึงกลางปี 2561 ซึ่งจะทำให้เกิดความต่อเนื่องในการผลักดันการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
ความคืบหน้าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ผนวกกับสัญญาณบวกกำลังซื้อในประเทศน่าจะช่วยผลักดันผลประกอบการของบริษัทที่เกี่ยวข้องในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า
ส่วนผลประกอบการไตรมาส 4 นั้น ความคาดหวังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ เนื่องจากรับรู้ผลจากการไว้อาลัยในช่วงไตรมาส 4 ส่วนใหญ่ขอให้น้ำหนักกับแผนธุรกิจในอนาคต
ภายใต้แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยเฟดขาขึ้น จึงแนะนำให้ลดน้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานและอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงหุ้นปันผลที่กำไรไม่โต และหาจังหวะซื้อ หุ้นเติบโต และหุ้นวงจรที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
แม้มูลค่าหุ้นไทยจะไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ถูก และมีความเสี่ยงที่จะผันผวนเป็นระยะ แต่ความเสี่ยงจะถูกจำกัดด้วยสภาพคล่องที่ยังอยู่ในเกณฑ์ที่สูงทั้งไทยและเทศ
ในระดับโลก ตั้งแต่เกิดวิกฤตซับไพรม์ เงินไหลเข้าตลาดตราสารหนี้โลกสูงถึง 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่เข้าตลาดหุ้นน้อยมาก
แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น จะส่งผลลบต่อตราสารหนี้โดยเฉพาะกลุ่มที่อายุยาว กระแสเงินทุนจึงมีแนวโน้มไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ ส่วนหนึ่งจะถูกจัดสรรเข้าตลาดหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ขณะที่ความเสี่ยงด้านต่างๆ ลดลง จึงแนะหาจังหวะสะสมหุ้นเติบโตช่วงตลาดปรับฐาน ทั้งนี้คาดว่าความผันผวนจะเกิดขึ้นเป็นระยะ
ภาพ...เอเอฟพี







