ช่องว่าง

วันที่ 18 ม.ค. 2560 เวลา 09:07 น.
โดย...สันทัด กรณี

วันนี้ผมขอชวนคุยเรื่องช่องว่างรายได้ของคนไทย จากที่เมื่อวานคุยไปแล้วว่า เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ถูกหยิบยกไปจุดชนวนให้เกิดความแตกแยก

ที่ผ่านมาเราจะเห็นนักการเมืองพวกหนึ่ง ทำตัวเสมือนเป็นตัวแทนเป็นปากเป็นเสียงให้กับผู้ยากไร้ พูดถึงการเอารัดเอาเปรียบของคนรวยที่มีต่อคนยากจนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศหรือแยกคนไทยออกเป็นไพร่เป็นอำมาตย์ไปโน่น ตอกย้ำให้เกิดความเจ็บช้ำและชิงชัง

นักการเมืองเหล่านี้ ยิ่งพูดก็ยิ่งรวย ยิ่งพูดก็ยิ่งสร้างรายได้ และเมื่อมีอำนาจผมไม่เคยเห็นว่าใส่ใจในการแก้ปัญหาความยากจนอย่างจริงจัง

อ้อ เดี๋ยวก่อน ก่อนที่จะพูดต่อไปนี้ ออกตัวก่อนว่าการที่ใครสามารถสร้างเนื้อสร้างฐานะจนกลายเป็นผู้มั่งคั่ง เป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี ไม่ใช่เรื่องผิด

มิหนำซ้ำเป็นเรื่องที่คนไทยควรศึกษาเรียนรู้ เป็นแรงกระตุ้นผลักดันตัวเองให้ก้าวขึ้นไปข้างหน้า ขอเพียงว่าเส้นทางแห่งการสร้างความมั่งคั่งนั้นเป็นไปโดยชอบ และปฏิบัติตนเป็นพลเมืองของประเทศรับผิดชอบประเทศด้วยการเสียภาษีอย่างถูกต้อง ...

ผมค้นดูรายงานของสถาบันเครดิตสวิส มีรายงานที่น่าสนใจและมีการพูดถึงประเทศไทยในรายงานความมั่งคั่งของโลก ประจำปี 2559 จัดอันดับประเทศที่มีช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนมากที่สุดในโลก ซึ่งผมอยากนำมาเสนอไว้ตรงนี้เผื่อใครที่ยังไม่ทราบ

เชื่อไหมว่า ประเทศไทยเรานั้นติดอันดับ 3 ของโลก เนื่องจากความมั่งคั่งร้อยละ 58 ถูกควบคุมโดยคนร่ำรวยเพียง 1 เปอร์เซ็นต์

ส่วนอันดับ 1 คือ รัสเซีย อันดับ 2 คือ อินเดีย อันดับ 3 ก็ไทย ส่วนอันที่ตามๆ คือ 4.อินโดนีเซีย 5.บราซิล 6.จีน 7.สหรัฐ 8.เซาท์แอฟริกา และ 9.เม็กซิโก สถาบันเครดิตสวิสยังรายงานด้วยว่า ความไม่เท่าเทียมระหว่างคนรวยและคนจนเป็นปัญหาใหญ่ในแทบทุกประเทศทั่วโลก

คงไม่ต้องบอกว่า ปัญหาอะไรบ้าง เพราะมีตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง อาชญากรรม

ผมเองพยายามนึกคิดหาวิธีมีทางใดลดช่องว่างระหว่างคนจนและคนรวยให้ลดลงมาตั้งแต่เป็นนักศึกษา เพราะถูกอาจารย์เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม ปลุกจิตสำนึกฝังเมล็ดพันธุ์เรื่องการกระจายรายได้ การจัดสรรและการเข้าถึงทรัพยากรอย่างเป็นธรรม ฯลฯ

คิดได้หลายวิธี ซึ่งก็หนักไปทางมาตรการภาษี แต่มองแล้วรับมือเศรษฐีขี้โกงได้ยาก ต่อมาก็เลยหยุดคิด หยุดนึกถึงเรื่องพวกนี้ไป

เพราะเกรงว่าขืนหมกมุ่นมากเกินไป จะไปจบลงที่ข้อสรุป ไปลงเอยกับวิธีที่ชวนให้ถูกประณาม

แบบว่า...เอ่อ...ลดช่องว่างรายได้ด้วยการ...ทำให้คนรวยมีรายได้ลงมาใกล้คนจน ฮ่า ฮ่า ฮ่า (ล้อเล่นนะครับ)

และพอเห็นข่าว มหาเศรษฐีโลก 8 คนแรก มีทรัพย์สมบัติรวมกันเท่ากับทรัพย์สินคนยากจน 3,600 ล้านคน ทำให้กลับมาคิดเรื่องนี้อีก

แล้วก็พบช่องทาง หูตาสว่างเห็นดวงดาวพร่างพราวบนฟ้า เมื่อได้อ่านแนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์กลุ่มหนึ่งที่จะทำให้ช่องว่างแคบลง

แหะ แหะ ต่อพรุ่งนี้นะครับ...บายยยย