
ชัยชนะของทรัมป์ มิใช่ความพ่ายแพ้ของ 'พลังงานสีเขียว'
โดย ณัฐพัช กิตติปวณิชย์ กองทุนบัวหลวง
โดย ณัฐพัช กิตติปวณิชย์ กองทุนบัวหลวง
นับว่าเหนือความคาดหมายทีเดียว เมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ และจะก้าวสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 45 อย่างเป็นทางการในเดือน ม.ค. 2017 ตลอดช่วงรณรงค์หาเสียงในหลายเดือนที่ผ่านมา เขาได้นำเสนอนโยบายอันสุดโต่งมิใช่น้อย ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า รวมถึงสิ่งแวดล้อมด้วย
ทรัมป์เคยกล่าวว่า สภาวะโลกร้อนนั้นเป็นเรื่องหลอกลวงทั้งเพ กฎหมายที่มีเจตจำนงจะจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจึงเป็นสิ่งกีดขวางการจ้างงานในอุตสาหกรรมพลังงาน ด้วยเหตุนี้เขาสัญญาว่าจะถอนสหรัฐจากสนธิสัญญาปารีส* และประกาศว่าจะแต่งตั้งผู้ไม่เชื่อในทฤษฎีสภาวะโลกร้อน อย่าง ไมรอน อีเบล ให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐ (EPA) พร้อมทั้งจะปรับลดงบประมาณของหน่วยงานนี้ลง ท่าทีอันขึงขังเช่นนี้ได้สร้างความหวั่นวิตกในแวดวงนักวิทยาศาสตร์และกลุ่มนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างมาก เพราะดูเหมือนว่าความพยายามควบคุมก๊าซเรือนกระจกที่รัฐบาลชุดก่อนๆ ได้ดำเนินนโยบายสั่งสมกันมาอาจถูกลบล้างโดยรัฐบาลทรัมป์ก็เป็นได้
หากกฎหมายสิ่งแวดล้อมถูก “ล้มกระดาน” ไปจริง ผู้ประกอบธุรกิจที่ใช้พลังงานอย่างหมดเปลือง (Non-Renewable Energy) ในสหรัฐ ซึ่งมักปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระหว่างกระบวนการผลิตสู่บรรยากาศในปริมาณมาก เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหินและแท่นขุดเจาะน้ำมันจะได้รับประโยชน์ในทันที เนื่องจากภาระต้นทุนการผลิตต่อหน่วยลดลง
อย่างไรก็ตาม การประเมินจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐ (EIA) ชี้ว่าในช่วงปี 2022-2040 ต้นทุนการผลิตพลังงานต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมงจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) เช่น แสงอาทิตย์และลมมีแนวโน้มลดลงถึงราว 16-17% ขณะที่พลังงานประเภทหมดเปลือง เช่น ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติต้นทุนจะถูกลงเพียง 14% เท่านั้น ดังนั้นผู้พัฒนาและผลิตพลังงานจากแหล่งหมุนเวียนจึงน่าจะมีศักยภาพทางการเงินเหนือคู่แข่งในระยะยาว
ยิ่งไปกว่านั้นสภาวะสินค้าโภคภัณฑ์ส่วนเกิน (Overcapacity) ในปัจจุบันยังกดดันราคาผลผลิตที่ใช้พลังงานอย่างหมดเปลืองให้ถูกลง นำไปสู่ความพยายามปรับลดการลงทุนจากภาคดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงต้นปี 2016 ประเทศซาอุดิอาระเบีย (ผู้ผลิตน้ำมันอันดับ 1 ของโลก) เปิดเผยถึงแผนจัดตั้งกองทุนความมั่นคงแห่งชาติ มูลค่า 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ผ่านการขายสินทรัพย์ในบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของรัฐ เพื่อนำเงินไปลงทุนกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์อื่นๆ และมุ่งลดการพึ่งพารายได้จากการผลิตน้ำมันให้ได้ภายในอีก 20 ปี เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงวิสัยทัศน์เชิงนโยบายที่สำคัญ และแสดงสัญญาณว่าโครงสร้างอุตสาหกรรมพลังงานกำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าไปจากเดิม
ด้านผู้ประกอบการไทยเองก็เริ่มเดินหน้าปรับตัวเตรียมรับความเปลี่ยนแปลงแล้วเช่นกัน ตัวอย่างเช่น บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) ในกลุ่ม ปตท. ซึ่งประกอบธุรกิจผลิตพลังงานจากก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก (79%) ตามด้วยการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ (18%) และการผลิตจากแสงอาทิตย์ (3%) ได้ระบุถึงแผนปรับ Core Business ของตัวเอง ให้มุ่งสู่กิจการพลังงานทดแทนอย่างน้อย 10% ของการผลิตทั้งหมดภายในปี 2019 และจะกระจายธุรกิจเข้าสู่พลังงานทดแทนอื่นๆ นอกเหนือจากแสงอาทิตย์ เช่น มวลชีวภาพและพลังงานขยะ เป็นต้น ส่งผลให้ความสามารถผลิตพลังงานจากแหล่งหมุนเวียนเพิ่มจากปัจจุบัน 58 เมกะวัตต์ เป็น 285 เมกะวัตต์ ในปี 2019
ทิศทางยุทธศาสตร์ดังกล่าว เป็นพัฒนาการเพื่อช่วยบรรเทาภาวะโลกร้อน ลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกให้น้อยลง และที่สำคัญยังจะเป็นประโยชน์ต่อตัวบริษัท หรือธุรกิจเองด้วย จากการกระจายรายได้ไปสู่แหล่งพลังงานใหม่ที่มีแนวโน้มว่าต้นทุนการผลิตลดลงอย่างรวดเร็ว แม้ว่าปัจจัยเสี่ยงในระยะสั้นอย่างนโยบายของทรัมป์จะเป็นตัวแปรที่ยากจะคาดเดาได้ แต่ข้อมูลข้างต้นช่วยบ่งชี้ว่าผู้นำในการพัฒนาแหล่งพลังงานใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงและสะอาดกว่าจะเป็นผู้ชนะในที่สุด
*สนธิสัญญาปารีส เป็นความร่วมมือกันระหว่าง 193 ชาติ ในการลดการปล่อยสารเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศ และควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส เทียบกับสมัยก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม







