posttoday
ชัยชนะของทรัมป์ มิใช่ความพ่ายแพ้ของ 'พลังงานสีเขียว'

ชัยชนะของทรัมป์ มิใช่ความพ่ายแพ้ของ 'พลังงานสีเขียว'

28 ธันวาคม 2559

โดย ณัฐพัช กิตติปวณิชย์ กองทุนบัวหลวง

โดย ณัฐพัช กิตติปวณิชย์  กองทุนบัวหลวง

นับว่าเหนือความคาดหมายทีเดียว เมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ และจะก้าวสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 45 อย่างเป็นทางการในเดือน ม.ค. 2017 ตลอดช่วงรณรงค์หาเสียงในหลายเดือนที่ผ่านมา เขาได้นำเสนอนโยบายอันสุดโต่งมิใช่น้อย ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า รวมถึงสิ่งแวดล้อมด้วย

ทรัมป์เคยกล่าวว่า สภาวะโลกร้อนนั้นเป็นเรื่องหลอกลวงทั้งเพ กฎหมายที่มีเจตจำนงจะจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจึงเป็นสิ่งกีดขวางการจ้างงานในอุตสาหกรรมพลังงาน ด้วยเหตุนี้เขาสัญญาว่าจะถอนสหรัฐจากสนธิสัญญาปารีส* และประกาศว่าจะแต่งตั้งผู้ไม่เชื่อในทฤษฎีสภาวะโลกร้อน อย่าง ไมรอน อีเบล ให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐ (EPA) พร้อมทั้งจะปรับลดงบประมาณของหน่วยงานนี้ลง ท่าทีอันขึงขังเช่นนี้ได้สร้างความหวั่นวิตกในแวดวงนักวิทยาศาสตร์และกลุ่มนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างมาก เพราะดูเหมือนว่าความพยายามควบคุมก๊าซเรือนกระจกที่รัฐบาลชุดก่อนๆ ได้ดำเนินนโยบายสั่งสมกันมาอาจถูกลบล้างโดยรัฐบาลทรัมป์ก็เป็นได้

หากกฎหมายสิ่งแวดล้อมถูก “ล้มกระดาน” ไปจริง ผู้ประกอบธุรกิจที่ใช้พลังงานอย่างหมดเปลือง (Non-Renewable Energy) ในสหรัฐ ซึ่งมักปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระหว่างกระบวนการผลิตสู่บรรยากาศในปริมาณมาก เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหินและแท่นขุดเจาะน้ำมันจะได้รับประโยชน์ในทันที เนื่องจากภาระต้นทุนการผลิตต่อหน่วยลดลง

อย่างไรก็ตาม การประเมินจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐ (EIA) ชี้ว่าในช่วงปี 2022-2040 ต้นทุนการผลิตพลังงานต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมงจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) เช่น แสงอาทิตย์และลมมีแนวโน้มลดลงถึงราว 16-17% ขณะที่พลังงานประเภทหมดเปลือง เช่น ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติต้นทุนจะถูกลงเพียง 14% เท่านั้น ดังนั้นผู้พัฒนาและผลิตพลังงานจากแหล่งหมุนเวียนจึงน่าจะมีศักยภาพทางการเงินเหนือคู่แข่งในระยะยาว

ชัยชนะของทรัมป์ มิใช่ความพ่ายแพ้ของ 'พลังงานสีเขียว'

 

ยิ่งไปกว่านั้นสภาวะสินค้าโภคภัณฑ์ส่วนเกิน (Overcapacity) ในปัจจุบันยังกดดันราคาผลผลิตที่ใช้พลังงานอย่างหมดเปลืองให้ถูกลง นำไปสู่ความพยายามปรับลดการลงทุนจากภาคดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงต้นปี 2016 ประเทศซาอุดิอาระเบีย (ผู้ผลิตน้ำมันอันดับ 1 ของโลก) เปิดเผยถึงแผนจัดตั้งกองทุนความมั่นคงแห่งชาติ มูลค่า 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ผ่านการขายสินทรัพย์ในบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของรัฐ เพื่อนำเงินไปลงทุนกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์อื่นๆ และมุ่งลดการพึ่งพารายได้จากการผลิตน้ำมันให้ได้ภายในอีก 20 ปี เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงวิสัยทัศน์เชิงนโยบายที่สำคัญ และแสดงสัญญาณว่าโครงสร้างอุตสาหกรรมพลังงานกำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าไปจากเดิม

ด้านผู้ประกอบการไทยเองก็เริ่มเดินหน้าปรับตัวเตรียมรับความเปลี่ยนแปลงแล้วเช่นกัน ตัวอย่างเช่น บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) ในกลุ่ม ปตท. ซึ่งประกอบธุรกิจผลิตพลังงานจากก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก (79%) ตามด้วยการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ (18%) และการผลิตจากแสงอาทิตย์ (3%) ได้ระบุถึงแผนปรับ Core Business ของตัวเอง ให้มุ่งสู่กิจการพลังงานทดแทนอย่างน้อย 10% ของการผลิตทั้งหมดภายในปี 2019 และจะกระจายธุรกิจเข้าสู่พลังงานทดแทนอื่นๆ นอกเหนือจากแสงอาทิตย์ เช่น มวลชีวภาพและพลังงานขยะ เป็นต้น ส่งผลให้ความสามารถผลิตพลังงานจากแหล่งหมุนเวียนเพิ่มจากปัจจุบัน 58 เมกะวัตต์ เป็น 285 เมกะวัตต์ ในปี 2019

ทิศทางยุทธศาสตร์ดังกล่าว เป็นพัฒนาการเพื่อช่วยบรรเทาภาวะโลกร้อน ลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกให้น้อยลง และที่สำคัญยังจะเป็นประโยชน์ต่อตัวบริษัท หรือธุรกิจเองด้วย จากการกระจายรายได้ไปสู่แหล่งพลังงานใหม่ที่มีแนวโน้มว่าต้นทุนการผลิตลดลงอย่างรวดเร็ว แม้ว่าปัจจัยเสี่ยงในระยะสั้นอย่างนโยบายของทรัมป์จะเป็นตัวแปรที่ยากจะคาดเดาได้ แต่ข้อมูลข้างต้นช่วยบ่งชี้ว่าผู้นำในการพัฒนาแหล่งพลังงานใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงและสะอาดกว่าจะเป็นผู้ชนะในที่สุด

*สนธิสัญญาปารีส เป็นความร่วมมือกันระหว่าง 193 ชาติ ในการลดการปล่อยสารเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศ และควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส เทียบกับสมัยก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม

 

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน