
แนวโน้มกลุ่มการแพทย์ปี 2560
โดย จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์บล.ฟินันเซียไซรัส[email protected]
โดย จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์บล.ฟินันเซียไซรัส[email protected]
FSS คาดว่าผลการดำเนินงานของกลุ่มการแพทย์ในปี 2560 จะยังสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและทำ New High ได้ต่อเนื่อง จาก Demand ทางการแพทย์ที่เติบโตในระดับสูง ปัจจัยขับเคลื่อนมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น และสังคมไทยที่กำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ การเติบโตหลักๆจะยังมาจากกลุ่มผู้ป่วยชาวไทย นอกจากนี้ยังอาจมี Upside เพิ่มเติมหากสำนักงานประกันสังคมมีการปรับเพิ่มการจ่ายเงินในปีหน้า เราคาดกำไรจากการดำเนินงานปกติในปี 2560 ของกลุ่มการแพทย์จะเติบโต 11.7% ยังคงน้ำหนักการลงทุน “Overweight” โดยเลือก EKH และ LPH เป็น Top Pick
ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ยังเติบโตสูงกว่าเศรษฐกิจในภาพรวม
จากสถิติย้อนหลังช่วง 10 ปีที่ผ่านมา GDP ของประเทศไทยเติบโตเฉลี่ย 3.4% ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของคนไทยเติบโตเฉลี่ย 7.5% คิดเป็นการการเติบโตที่สูงกว่า GDP ถึงกว่า 2 เท่า แสดงให้เห็นถึงความต้องการบริการทางการแพทย์ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งทั้งจากแนวโน้มของคนที่หันมาให้ความสำคัญและใส่ใจกับสุขภาพตนเองมากขึ้น รวมถึงปัจจัยทางด้านประชากรศาสตร์จากสังคมไทยที่ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและเป็น Mega Trend โดยจากสถิติคาดว่าสัดส่วนผู้สูงอายุ (มากกว่า 60 ปี) จะเพิ่มขึ้นจาก 16.5% ในปีนี้เป็น 19.1% และ 22.8% ในปี 2563 และ 2568 ตามลำดับ อายุที่เพิ่มขึ้นนั้นย่อมมาพร้อมกับโรคภัยไข้เจ็บและจะหนุนการเติบโตของความต้องการบริการทางการแพทย์ให้เพิ่มขึ้นในระยะยาว
Demand เติบโตสูงกว่า Supply
จากสถิติของสำนักคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในช่วง 9 ปีที่ผ่านมา จำนวนเตียงผู้ป่วยในมีการเติบโตเฉลี่ยที่ระดับเพียง 1.3% ขณะที่จำนวนผู้ป่วยในเติบโตถึง 2% แสดงให้เห็นว่าอุปสงค์ทางการแพทย์มีการเติบโตในอัตราที่สูงกว่าอุปทาน นอกจากนี้ หากเปรียบเทียบแยกกันระหว่างพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด จำนวนผู้ป่วยในต่างจังหวัดมีการเติบโตราว 2.1% สูงกว่ากรุงเทพฯที่เติบโต 1.5% ขณะที่จำนวนเตียงมีการเติบโตเฉลี่ยใกล้เคียงกันที่ 1.3% และหากดูที่ Utilization Rate พบว่าในต่างจังหวัดอยู่ที่ระดับดับราว 75% ขณะที่กรุงเทพอยู่ที่ราว 65% จากข้อมูลดังกว่าทำให้เราคาดว่าโรงพยาบาลในต่างจังหวัดน่าจะได้รับอานิสงส์ดังกล่าว ทำให้มีการเติบโตสูงกว่าโรงพยาบาลในกรุงเทพ
ตลาดตะวันออกกลางที่ชะลอตัวชดเชยได้จากอาเซียนที่เติบโต
ตลาดต่างประเทศที่สำคัญอย่างตะวันออกกลางได้รับผลกระทบจากผลของราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลงจากเดิมที่ระดับกว่า 100 เหรียญต่อบาร์เรล เหลือราว 50 เหรียญต่อบาร์เรลในปัจจุบัน รวมถึงนโยบายของ UAE ที่ต้องการให้ประชาชนรักษาพยาบาลในประเทศตนเองมากขึ้น หากประชาชนบินไปรักษาต่างประเทศจะต้องมีการจ่ายเงินเองบางส่วน ส่งผลให้เราเริ่มเห็นการเติบโตชะลอลง โดยในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2559 จำนวนนักท่องเที่ยวจาก UAE เติบโตเพียง 5.6% ชะลอจากปี 2558 ที่โต 8.3% อย่างไรก็ตาม ตลาดตะวันออกกลางที่ชะลอสามารถชดเชยได้จากตลาดอาเซียนที่มีความต้องการทางการแพทย์ที่แข็งแกร่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งพม่าและกัมพูชา จากตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยวล่าสุดช่วง 10 เดือนแรกปีนี้เติบโตถึง (พม่า) 37.5% Y-Y และ (กัมพูชา) 33.5% Y-Y ตามลำดับ ขณะที่ในแง่ของสัดส่วนรายได้ ล่าสุดรายได้จากผู้ป่วยพม่าสามารถขึ้นนำหน้าผู้ป่วย UAE ได้แล้วหากดูจาก 5 อันดับรายได้สูงสุดจากต่างชาติของทั้ง BDMS และ BH
กำไรยังเดินหน้าทำ New High ต่อเนื่อง
แนวโน้มกำไรปกติของกลุ่มการแพทย์ในปี 2560 คาดว่าจะเติบโต 11.7% เร่งตัวขึ้นจากปี 2559 ที่คาดโต 10.3% ปัจจัยขับเคลื่อนหลักยังมาจากกลุ่มผู้ป่วยชาวไทย ขณะที่ผู้ป่วยต่างประเทศเป็นปัจจัยหนุน และยังได้แรงหนุนจาก Margin ที่คาดว่ายังสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องจาก Economy of Scale รวมถึงการลงทุนในช่วงหลายปีที่ผ่านมาของแต่ละโรงพยาบาลที่มีพัฒนาการและหนุนให้ผลการดำเนินงานในภาพรวมปรับตัวดีขึ้น นอกจากนี้ยังมี Upside เพิ่มเติมจากความเป็นไปได้ที่สำนักงานประกันสังคมจะมีการปรับเพิ่มการจ่ายเงินแก่โรงพยาบาลในปีหน้า
Top pick คือ EKH และ LPH
การแพทย์นอกจากจะเป็น Defensive Sector ขณะเดียวกันยังมีการเติบโตของผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งเป็นอีกจุดเด่น FSS เลือก EKH (ราคาพื้นฐาน 8 บาท) และ LPH (ราคาพื้นฐาน 10.50 บาท) เป็น Top Pick ของกลุ่มจากกำไรในปี 2560 ที่คาดเติบโตโดดเด่นสุด โดยคาดกำไรของ EKH เติบโต 20.4% ส่วน LPH เติบโต 18.5% แม้จะมี PE 42 เท่าและ 34 เท่าตามลำดับ แต่เมื่อพิจารณา PE to Growth กลับต่ำที่สุดในกลุ่ม ชี้ว่า PE ปัจจุบันยังไม่สะท้อนการเติบโตที่สูงของบริษัท







