posttoday
เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีสหรัฐ

เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีสหรัฐ

15 ธันวาคม 2559

โดย ศิริพร สินาเจริญ , CFA กรรมการผู้จัดการ บลจ. กรุงศรี

โดย ศิริพร สินาเจริญ , CFA กรรมการผู้จัดการ บลจ. กรุงศรี

ก่อนหน้าวันเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าหาก โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้ง จะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลกอย่างมาก เนื่องจากนโยบายที่ทรัมป์ใช้หาเสียงหลายนโยบายดูสุดโต่งเกินไป แต่อย่างไรก็ดี หลังจากที่ผลการเลือกตั้งออกมา นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ก็กลับลำมาระบุว่า นโยบายของทรัมป์จะช่วยให้เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะนโยบายกระตุ้นทางการคลัง นอกจากนี้ท่าทีของทรัมป์หลังทราบผลการเลือกตั้งก็ไม่ได้แข็งกร้าวเหมือนที่เคยหาเสียงไว้ จึงช่วยให้ตลาดผ่อนคลายความกังวลลงไปได้มากพอสมควร

เมื่อมองผลกระทบในแง่การลงทุน หลังจากที่ทรัมป์ขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐแล้ว ตลาดที่น่าจะได้รับผลกระทบในเชิงบวกอย่างชัดเจน ได้แก่ ตลาดหุ้นสหรัฐ เพราะนโยบายของทรัมป์ที่น่าจะทำได้ก่อนคือการลดภาษี ทั้งภาษีบุคคลธรรมดาและภาษีนิติบุคคล ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทในสหรัฐมีผลกำไรเพิ่มขึ้นจากการที่เสียภาษีน้อยลง ในขณะที่ชาวอเมริกันจะมีความสามารถในการใช้จ่ายมากขึ้น เนื่องจากเสียภาษีน้อยลงเช่นกัน นอกจากนี้แผนเพิ่มค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานก็จะเป็นการเพิ่มรายได้เข้าสู่ระบบ และส่งผลให้สภาพคล่องในตลาดมีมากขึ้น แต่อย่างไรก็ดี คาดว่าจะยังไม่เห็นผลบวกต่อเศรษฐกิจที่ชัดเจนในปีแรกของทรัมป์ เนื่องจากมาตรการภาษีน่าจะเริ่มมีผลในปีหน้า และโครงการลงทุนต่างๆ ก็อาจจะต้องใช้เวลาในการพิจารณา แต่อย่างน้อยก็สร้างความคาดหวังและบรรยากาศเชิงบวกต่อการลงทุน

การที่เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มแข็งแกร่งและนโยบายของทรัมป์มีแนวโน้มที่จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐมีแนวโน้มเป็นขาขึ้น และดอลลาร์สหรัฐจะแข็งค่าขึ้น ดังนั้นอีกหนึ่งตลาดที่จะได้รับผลบวก ได้แก่ ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ซึ่งจะได้รับประโยชน์อย่างชัดเจนจากการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ (เงินเยนอ่อนค่า) เนื่องจากบริษัทญี่ปุ่นมีรายได้ส่วนใหญ่มาจากนอกญี่ปุ่น ดังนั้น เมื่อบริษัทส่งเงินกลับเข้าไปในญี่ปุ่น ก็จะได้มูลค่าเป็นเงินเยนที่มากขึ้น

จากการที่ดอกเบี้ยสหรัฐมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น กองทุนตราสารหนี้ระยะยาวจะได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนจากการที่ราคาตราสารหนี้ระยะยาวมีแนวโน้มปรับตัวลดลง และราคาทองคำจะได้รับผลกระทบจากการที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นและดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น

ในส่วนของตลาดหุ้นของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) นักวิเคราะห์หลายรายมองว่าจะได้รับผลกระทบจากเงินทุนไหลออก เพื่อกลับไปลงทุนในตลาดสหรัฐที่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าและนักลงทุนส่วนใหญ่มองว่าตลาดสหรัฐมีความปลอดภัยมากกว่า แต่อย่างไรก็ดี คาดว่าในระยะยาว Emerging Market จะได้รับผลดีจากการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐ เนื่องจากการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐจะส่งผลให้มีการนำเข้ามากขึ้น และสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นจากการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐก็จะส่งผลให้มีเงินไหลออกเพื่อกระจายความเสี่ยงออกสู่ตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตสูง ทั้งนี้ ถึงแม้ทรัมป์ได้เคยแสดงท่าทีว่าจะใช้นโยบายกีดกันทางการค้า แต่ก็คาดว่าไม่น่าจะทำได้เต็มที่ เพราะจะต้องเผชิญการขัดขวางทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ

ในส่วนของตลาดหุ้นไทย คาดว่าไม่น่าจะได้รับผลกระทบจากนโยบายของทรัมป์มากนัก เนื่องจากพื้นฐานเศรษฐกิจของไทยมีความแข็งแกร่ง และโครงสร้างเศรษฐกิจไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร โดยการอุปโภคบริโภคภายในประเทศและภาคบริการมีสัดส่วนในจีดีพีมากขึ้น ในขณะที่สินค้าส่งออกของไทยไปสหรัฐก็เป็นสินค้าที่มีคุณภาพและมีการกระจายตัวไปในสินค้าหลากหลายประเภท ส่วนที่หลายฝ่ายมองว่าไทยอาจจะได้รับผลกระทบในทางอ้อมจากการที่สหรัฐ จะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยไปจีนซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ของไทย แต่ ณ ขณะนี้ยังไม่เห็นท่าทีใดๆ ของทรัมป์เกี่ยวกับกรณีนี้ และหากทรัมป์ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนจริง บริษัทจีนก็อาจจะย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงการโดนกำแพงภาษี ซึ่งไทยก็น่าจะได้ประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตนี้

ดังนั้น สำหรับพอร์ตการลงทุนในระยะสั้นเราให้น้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐและญี่ปุ่น ซึ่งจะได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากนโยบายของทรัมป์อย่างชัดเจน และกองทุนหุ้นที่เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคในสหรัฐก็จะได้รับประโยชน์จากความสามารถในการใช้จ่ายของชาวอเมริกันที่เพิ่มขึ้น ส่วนตราสารหนี้ควรเน้นลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น ซึ่งจะมีความผันผวนน้อยกว่า สำหรับการลงทุนที่ควรหลีกเลี่ยงในช่วงนี้ ได้แก่ ทองคำ และตลาดหุ้นละตินอเมริกา ส่วนการลงทุนในระยะกลางและระยะยาว นอกจากตลาดหุ้นสหรัฐ ตลาดหุ้นญี่ปุ่น และหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคของสหรัฐแล้ว ตลาดหุ้นไทยยังคงมีความน่าสนใจอย่างมาก เพราะเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่สูงขึ้น ในขณะที่ตลาดหุ้นจีนก็เป็นอีกหนึ่งตลาดที่น่าสนใจ เพราะเศรษฐกิจจีนเริ่มมีเสถียรภาพ และคาดว่าตลาดหุ้นจีนซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก จะมีบทบาทในตลาดการลงทุนมากขึ้นหลังจากที่รัฐบาลจีนเปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุนในตลาดมากขึ้น
 

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน