
หลงลืมว่าต้องรับใช้
เป็นก้าวแรกที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เหยียบย่างเข้าสู่รั้วปทุมวัน หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
โดย...ดาบบุญ
เป็นก้าวแรกที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เหยียบย่างเข้าสู่รั้วปทุมวัน หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
เพราะกว่า 2 ปีในเก้าอี้ผู้นำประเทศ หรือนับแต่ที่เข้ามาปฏิวัติการเมือง พล.อ.ประยุทธ์ ชูเรื่องหลักว่าการที่ต้องเร่งปฏิรูปตำรวจ ถือเป็นเรื่องสำคัญของประเทศไทยเช่นกัน
แต่ก็ยังไม่เคยเข้าถ้ำเสือมาเยี่ยมเยือนสีกากี
กระนั้นก็เป็นนิมิตหมายอันดี เพราะนายกฯ เองก็ไม่ได้พูดเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาให้กำลังใจข้าราชการตำรวจ และติดตามแนวทางความคืบหน้าเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่หวังว่าจะดีขึ้น
นั่งหัวโต๊ะประชุมซักถามความคืบหน้าในด้านสำคัญจาก “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
แน่นอนว่าภาพรวมการปฏิรูปตำรวจเมืองไทย ก็ต้องพุ่งเป้าไปที่การอำนวยความยุติธรรม ที่ควรจะจับต้องได้มากขั้นกว่าเดิม รวมถึงปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น และการดำรงชีพด้านสวัสดิการของตำรวจที่ต้องทำให้อยู่ได้ และอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี
ดาบบุญ...จับมโนธรรมอย่างหนึ่งได้จากการเยี่ยมเยือนรั้วปทุมวันของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่เอ่ยปากส่งสัญญาณไปยังตำรวจทั่วประเทศ ว่า “ไม่มีใครเป็นนายประชาชน ตำรวจไม่ใช่นายของประชาชน แต่ต้องคอยดูแลและรับใช้ประชาชน”
เชื่อว่าเป็นคำที่คุ้นเคยของสีกากีทั่วฟ้าเมืองไทยอยู่แล้ว เพราะอนุสาวรีย์ตำรวจที่ตั้งตระหง่านอยู่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภาพตำรวจที่อุ้มคนเจ็บและมีเด็กอยู่ข้างๆ ยืนเกาะขาตำรวจเอาไว้อยู่ บ่งบอกความหมายชัดเจนว่า ตำรวจที่นอกเหนือจากปราบปราม ยังต้องบริการและช่วยเหลือระงับความทุกข์ของประชาชนด้วย
เป็นอนุสาวรีย์ที่ตำรวจทุกนายเห็น และจะต้องระลึกถึงความหมายได้ทั้งหมด
แต่บางส่วนของตำรวจไทยในทุกวันนี้ กลับพกความอหังการเข้ามาหาผลประโยชน์อันมิชอบ เรียกเอาทรัพย์ของประชาชนเข้าตนเอง บางส่วนตั้งตนเป็นมาเฟียเรียกเก็บกินดอกผลจากธุรกิจทั้งขาว เทา ดำ และพลอยทำให้ตำรวจน้ำดีส่วนใหญ่ต้องเป็นปลาเน่าไปด้วย
หลงลืมว่าต้องรับใช้ หาใช่กดขี่ ต้องบำบัดทุกข์ หาใช่เพิ่มความลำบากให้กับประชาชน
ดังนั้น จึงยังมองคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ ว่าเป็นมโนอยู่เช่นนั้น เพราะตำรวจจะเป็นนายประชาชนอย่างแท้จริงจะต้องจับต้องได้ พิสูจน์ได้ และไม่ใช่แค่บางส่วน แต่ต้องทั้งหมดของวงการสีกากีด้วย
และทำไมจะทำให้เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะหน้าที่ของตำรวจก็ตรงกับที่ พล.อ.ประยุทธ์ พูดอยู่แล้วไม่ใช่หรือ เพราะต้องรับใช้และปราบปราม อย่าให้ประชาชนต้องเป็นทุกข์เป็นร้อน และนั่นคือหน้าที่ของตำรวจที่ต้องฝังไว้ในทุกอณูของหัวใจ
ไม่ใช่แค่เฉพาะขณะอยู่ในเครื่องแบบที่ใจสั่งให้ทำหน้าที่เพื่อประชาชน แต่ต้องดำรงอยู่และพร้อมปฏิบัติไปจนวันตาย ไม่ว่าสถานะไหนก็ตาม
เท้าที่เพิ่งก้าวเข้าไปรั้วปทุมวันของ พล.อ.ประยุทธ์ จึงต้องมีความหมายในวงการสีกากี และต้องเปล่งบารมีในอำนาจเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงวงการตำรวจให้มากที่สุด
เพื่อความหวังของประชาชน ได้เกิดเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้เสียที







