posttoday
เมื่ออิตาลีคว่ำปฏิรูปรัฐธรรมนูญ

เมื่ออิตาลีคว่ำปฏิรูปรัฐธรรมนูญ

06 ธันวาคม 2559

โดย...รัชต์ โสดสถิตย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ. แอสเซท พลัส

โดย...รัชต์  โสดสถิตย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ. แอสเซท พลัส

สวัสดีครับ เมื่อวานนี้ทวีปยุโรปตื่นขึ้นมาพร้อมความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ นั่นคือ ผลประชามติปฏิรูปรัฐธรรมนูญของอิตาลีซึ่งผลอย่างเป็นทางการออกมาชัดเจนแล้วว่า ชาวอิตาเลียนผู้ไปใช้สิทธิ์ลงประชามติประมาณ 59% พร้อมใจโหวตไม่ยอมรับร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหาครอบคลุมถึงการลดทอนอำนาจของวุฒิสภาในการพิจารณาร่างกฎหมาย เพิ่มเสถียรภาพของรัฐบาลและช่วยให้การผ่านร่างกฎหมายที่จะเอื้อต่อการปฏิรูปเศรษฐกิจเป็นไปได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ส่งผลให้นายมัตเตโอ เรนซี ต้องก้าวลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีประเทศอิตาลีตามที่ได้ให้คำมั่นไว้ และอาจเป็นการเปิดทางให้พรรค Five Star Movement มีโอกาสก้าวขึ้นบริหารประเทศ

การโหวต No ครั้งนี้ไม่เพียงจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอิตาลี แต่มีแนวโน้มที่จะลุกลามไปถึงเศรษฐกิจยุโรปและความผันผวนในตลาดเงินตลาดทุนอีกมากพอสมควร เนื่องจากอิตาลีเป็นหนึ่งในจุดเปราะบางของสหภาพยุโรป GDP ต่อหัวของอิตาลียังคงไม่ขยับไปไหนและอยู่ในระดับต่ำใกล้เคียงกับเมื่อปลายปี 1990 ขณะที่หนี้สาธารณะสูงร่วมๆ 133% ของ GDP ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงมากรองจากประเทศกรีซ ขณะเดียวกันภาคธนาคารยังมีปัญหารุมเร้าจากหนี้เสีย อัตราการว่างงานล่าสุดในเดือนตุลาคมที่ผ่านมายังอยู่ในระดับสูงที่ 11.6%  และยังจำเป็นต้องได้รับเงินสนับสนุนจากธนาคารกลางยุโรป (ECB) อย่างต่อเนื่อง  สิ่งที่นักลงทุน นักวิเคราะห์ รวมถึงรัฐบาลของหลายประเทศกังวลก็คือ เมื่อนายกรัฐมนตรีเรนซีพ้นตำแหน่งและพรรค Five Star Movement ซึ่งมีแนวคิดต่อต้านสหภาพยุโรปเข้ามาบริหารประเทศ อิตาลีจะสร้างความสั่นคลอนให้เศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้นอีกแค่ไหน และแน่นอนว่าหากรัฐบาลใหม่ผลักดันให้เกิดการลงประชามติเพื่อออกจากสหภาพยุโรปได้สำเร็จ การเคลื่อนย้ายเงินทุนและความผันผวนรุนแรงในตลาดยุโรปก็ย่อมเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้

ปัญหาใหญ่ในภาคธนาคารของอิตาลีเป็นอีกหนึ่งข้อกังวลและเป็นปัจจัยที่ทำให้ภาคการลงทุนทั้งในตลาดเงินและตลาดทุนไม่น่าจะสดใสนัก ตลาดหุ้นยุโรปโดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ปรับตัวลงรุนแรงต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน ซึ่งโอกาสที่ภาคธนาคารในอิตาลีจะกลับมามีเสถียรภาพได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายนักและหลายฝ่ายมองว่า การปฏิรูปเศรษฐกิจอิตาลีรวมถึงการเยียวยาปัญหาเรื้อรังในภาคการธนาคารอาจจะยืดเยื้อออกไปและจะอาจเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอิตาลีในอนาคต ขณะที่หนี้เสียในภาคธนาคารอยู่ที่ 18% ของยอดสินเชื่อรวม และยังเป็นประเทศเดียวในยูโรโซนที่ขายตราสารหนี้จำนวนมหาศาลให้ผู้ลงทุนรายย่อยแทนการฝากเงิน ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลอิตาลีถึงกับต้องอาศัยเงินทุนที่อัดฉีดโดยตรงจากรัฐบาล (Bail-out) เข้าไปช่วยลดภาระหนี้ให้ธนาคาร และถือเป็นการเดินเกมฝ่ากฎของสหภาพยุโรปซึ่งกำหนดว่า เจ้าหนี้รายย่อยต้องแบกรับผลขาดทุน (Bail-in) ก่อนที่รัฐบาลอัดฉีดเงินจากภาษีเข้าไปช่วยเหลือธนาคารที่มีปัญหาได้ ซึ่งนั่นเท่ากับว่าประชาชนในฐานะเจ้าหนี้จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง

สำหรับเศรษฐกิจอิตาลีในภาพรวมยังอยู่ในสภาวะเปราะบาง ทั้งยังต้องเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นหนี้ภาครัฐที่ยังอยู่ในระดับสูง เสถียรภาพในภาคธนาคาร ประสิทธิภาพในการบริหารรัฐกิจ และกระบวนการยุติธรรม ศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 0.5% ซึ่งนับว่าเติบโตในอัตราต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วด้วยกัน โดย IMF คาดว่า ในอีก 1 ทศวรรษนับจากนี้เศรษฐกิจอิตาลียังไม่น่าจะพลิกฟื้นกลับมาอยู่ในระดับเดียวกันกับก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกเมื่อปี 2008 ได้

ทั้งหมดที่กล่าวไปนั้น ผมเชื่อว่าสถานการณ์ในอิตาลีน่าจะกระทบต่อตลาดหุ้นยุโรปและสร้างความผันผวนต่ออีกในระยะกลาง และยังคงต้องติดตามต่อไปว่า รัฐบาลใหม่ของอิตาลีจะเดินเกมต่อไปอย่างไร  ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะสหภาพยุโรปและธนาคารกลางยุโรปจะมีมาตรการรับมืออย่างไร ทั้งนี้ ท่านนักลงทุนยังต้องติดตามสภาวะตลาดอย่างใกล้ชิดเพื่อวางแผนการลงทุนที่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่ยอมรับได้รวมถึงเลือกกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสมต่อไปครับ

ผู้ลงทุนโปรด “ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง” ก่อนตัดสินใจลงทุน

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน