
ทองคำลดลงก่อนการตัดสินใจของเฟด
โดย...นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานบริษัท เอ็มทีเอสโกลด์ แม่ทองสุก
โดย...นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานบริษัท เอ็มทีเอสโกลด์ แม่ทองสุก
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาราคาทองคำปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 3 และลดลงจากระดับ 1,180 เหรียญลงมา ทำจุดต่ำสุด 1,162 เหรียญในวันพฤหัสบดี ก่อนจะมีการดีดตัวกลับขึ้นมาในช่วงคืนวันศุกร์ จากภาพรวมที่คาดว่าเฟดจะตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์หน้าระหว่าง 13-14 ธันวาคมนี้ รวมทั้งการแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี การปรับตัวลดลงส่วนใหญ่ของราคาทองคำมาจากแรงเทขายของกลุ่มกองทุน ETFs นำโดยกองทุน SPDR เป็นหลัก โดยที่ในสัปดาห์ที่ผ่านมา SPDR ทำการเทขายต่อเนื่องกัน 2 วันทำการรวมกว่า 14.82 ตัน ในขณะที่ช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา SPDR เทขายรวมทั้งสิ้น 58.73 ตัน ลดการถือครองจากช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ระดับ 945.26 ตัน โดยในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนอยู่ที่ระดับ 883.86 ตัน ปัจจุบัน SPDR ถือครองทองคำที่ระดับ 870.22 ตัน สำหรับคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด เริ่มวิเคราะห์กันไปจนถึงปีหน้าว่าน่าจะมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้น จะเห็นได้ถึงความผันผวนของราคาทองคำตามกระแสการคาดการณ์ และการแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์
วิเคราะห์ราคาทองคำทางเทคนิค
ราคาทองคำเข้าสู่แนวโน้มขาลงอย่างต่อเนื่อง โดยทำจุดต่ำสุดใหม่ในรอบเกือบ 10 เดือนที่ระดับ 1,162 เหรียญ ราคาทองคำลดลงในช่วง 3 สัปดาห์กว่า 100 เหรียญ โดยที่หลุดแนวรับสำคัญตามเส้นค่าเฉลี่ยต่างๆ ราคาทองคำจะมีแนวรับถัดไปที่ระดับ 1,160 เหรียญ หากหลุดลงมามีโอกาสที่จะปรับตัวลงไปถึง 1,140 เหรียญ และ 1,100 เหรียญตามลำดับ ขณะที่แนวต้านด้านบนจะอยู่ที่ระดับ 1,200 เหรียญ ซึ่งถือว่าเป็นระดับแนวต้านที่แข็งแกร่ง
การลงทุนในทองคำทีแตกต่างจากตลาดหุ้น
การลงทุนในทองคำที่สำคัญ คือ การมีวินัยในการลงทุนและต้องติดตามสภาวะของตลาดที่มีความผันผวนรวดเร็วอย่างต่อเนื่องและแตกต่างจากการลงทุนในตลาดหุ้น สิ่งที่เห็นได้ชัด คือ การที่นักลงทุนไม่ควรที่จะเข้าช้อนซื้ออย่างต่อเนื่อง ที่เรียกว่าเป็นการลงทุนฝืนกับแนวโน้มหลัก เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ได้มีผลประกอบการซึ่งแตกต่างจากหุ้นที่ขึ้นกับบริษัทจดทะเบียนและผลประกอบการเป็นหลัก จะเห็นได้ว่า โดยทั่วไปสำหรับหุ้น หากผลประกอบการบริษัทออกมาไม่ค่อยดีนักแต่ไม่ได้แย่จนเกินไปก็จะยังมีผลตอบแทนอยู่บ้าง ถ้าไม่ได้เข้าสู่ภาวะขาดทุนหรือต้องปิดสถานะของผลประกอบการ การเข้าช้อนซื้อหุ้นหลายๆครั้ง จึงอาจจะช่วยแก้ไขสภาวะติดราคาหุ้นในระดับสูงได้บ้าง ขณะที่การลงทุนในทองคำนั้น การเข้าช้อนซื้อเมื่อราคาปรับเปลี่ยนทิศทางและแนวโน้มจะเป็นสภาวะที่ยากลำบากที่นักลงทุนอาจจะติดอยู่นาน หรือแม้กระทั่งอาจจะประสบภาวะเสียหายจนเข้าสู่ Call Margin หรือ Force Closed
ดังนั้น การลงทุนในทองคำจึงเน้นการปรับเปลี่ยนพอร์ตการลงทุนให้เข้ากับแนวโน้มของราคาทองคำที่เปลี่ยนแปลงไป อันจะเห็นได้ว่า ในระยะหลังราคาทองคำจะมีการแกว่งตัวรวดเร็วและปรับเปลี่ยนทิศทางหรือแนวโน้มภายในระยะเวลา 4-5 เดือน จึงสรุปได้ว่า แนวโน้มของทองคำ ณ ขณะนี้เป็นแนวโน้มขาลง ขณะที่หลายครั้งการดีดกลับของราคาทองคำมักจะเป็นแค่ Technical Rebound ในระยะสั้นๆ แล้วก็จะมีการกลับตกลงมาใหม่ ดังที่เกิดขึ้นในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา และมีโอกาสที่จะปรับตัวลดลงต่อ หลังจากที่ราคาเริ่มเข้าสู่การปรับฐานจากสภาวะที่เกิด Oversold มาอย่างมาก นักลงทุนในทองคำจึงจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้รวดเร็วและทันกับสภาพตลาด อย่างไรก็ดี นักลงทุนที่อยู่ในลักษณะของทองรูปพรรณเพื่อการสวมใส่ เราเรียกว่า เป็นการลงทุนระยะยาวมีวัตถุประสงค์แตกต่างไปจากการลงทุนโดยทั่วไป
MTS Gold แม่ทองสุกจึงแนะนำให้นักลงทุนแยกวัตถุประสงค์การซื้อทองคำรูปพรรณออกจากการลงทุน เพราะการซื้อทองรูปพรรณขณะนี้ถือว่าเป็นการซื้อเพื่อลงทุนในสภาพที่ราคามีการปรับตัวลดลงมามาก ขณะที่นักลงทุนทั่วไปในตลาด Gold Futures และ Gold Online จะเป็นผู้ปรับสภาพพอร์ตการซื้อและขายแตกต่างกันไปตามทิศทางและแนวโน้มที่เปลี่ยนแปลงไป การลงทุนในทองคำจึงต้องติดตามปัจจัยและข่าวอย่างต่อเนื่อง และย้ำว่าควรจะเป็นนักลงทุนระยะสั้นและกลางมากว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนในตลาด Gold Futures หรือนักลงทุนที่ใช้ Leverage หรือ Margin สูงๆ จะต้องเป็นนักลงทุนระยะสั้นเท่านั้น เพื่อควบคุมความเสี่ยงให้ได้อย่างเหมาะสมกับสภาพของตลาดที่เปลี่ยนไป ทั้งนี้ MTS Gold แม่ทองสุกจะมีเว็บไซต์ www.mtsgold.co.th ให้ท่านได้ติดตามข้อมูลได้เสมอทั้งในปัจจุบันและข้อมูลย้อนหลัง รวมทั้งผ่านทาง Youtube: mtsgoldgroup และ Facebook: mtsgoldหรือ Line Official: @mtsgold เพื่อที่จะเข้าใจถึงสภาพตลาดในขณะนี้ หรือหากท่านใดสนใจลงทุนในทองคำติดต่อ MTS Call Center 02-770-7777







