
มหา’ลัย(หลอก)
รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการศึกษาในภูมิภาค (Education Hub) ในภูมิภาคอาเซียน
โดย...มะกะโรนี
รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการศึกษาในภูมิภาค (Education Hub) ในภูมิภาคอาเซียน ใครที่เคยได้แวะเวียนไปตามโรงเรียนชั้นนำ มหาวิทยาลัย ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด น่าจะเคยผ่านตาได้เห็นนักเรียน-นักศึกษาจากหลากหลายประเทศ เข้ามาเรียนในบ้านเราเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะนักศึกษาจากประเทศจีน ซึ่งตามตัวเลขที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ระบุ คือ ขณะนี้มีเข้ามานั่งเรียนในประเทศไทยประมาณ 5 หมื่นคน
เรื่องที่ว่ามาเหมือนเป็นสิ่งที่น่ายินดี หากเมื่ออาทิตย์ก่อน ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ปลัด ศธ. ออกมาระบุว่า ได้รับการร้องเรียนจากนักศึกษาจีนที่เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ว่ามหาวิทยาลัยที่ตนเรียนนั้นเปิดสอนโดยไม่คำนึงถึงคุณภาพ รับนักศึกษาแดนมังกรเข้ามาเรียนเป็นจำนวนมาก แต่สอนไม่ครบตามหลักสูตร ไม่ครบชั่วโมง
บางแห่งแทบจะไม่มีการเรียนการสอน แต่กลับออกเกรดให้แก่นักศึกษา ร้ายกว่านั้นคืออาจารย์บางคนเรียกรับผลประโยชน์แลกกับผลการเรียน อาจารย์บางรายมีคุณสมบัติไม่ตรงตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) กำหนด รวมถึงมีการออกใบเสร็จรับเงินค่าเล่าเรียนไม่ตรงกับเงินที่เก็บจริงจากนักศึกษา
จะว่าไปแล้วปัญหาสถาบันการศึกษาที่มีพฤติกรรมเป็นตัวเหลือบ ริ้นหากินกับการศึกษา ซึ่งอันที่จริงก็มีอยู่ไม่กี่แห่ง มีปรากฏเป็นข่าวอยู่ทุกยุคทุกสมัย จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน ก็เพราะไม่มีการร้องเรียน
ทำไมถึงไม่มีการร้องเรียน เรื่องนี้...มะกะโรนี... มองว่าหลายแห่งไม่มีการร้องเรียนเรื่องจ่ายเงินลงทะเบียน โดยไม่ต้องเข้าเรียน เพราะตัวผู้เรียนเองก็ได้ประโยชน์จากกรณีนี้ หรือตั้งใจใช้บริการของสถานศึกษาที่เปิดช่องทางนี้อยู่แล้ว เรียกได้ว่า เรื่องเข้าทำนอง “จ่ายครบจบแน่” หรือเรียนแค่ให้มีวุฒิการศึกษานั้นเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานานแสนนาน
สถาบันที่เปิดรับนักศึกษาในเชิงปริมาณหากินกับเงินลงทะเบียนเรียน เมินเฉยเรื่องคุณภาพนั้น มักจะมีเหตุผล มีข้อโต้แย้ง มีคำอธิบายต่อหน่วยงานตรวจสอบอย่างสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ที่เข้าไปจัดการได้แค่ตรวจสอบ หรือดูจากเอกสารเพื่อชี้ความผิด โดยไม่มีอำนาจลงโทษ ทำได้เพียงร้องขอความร่วมมือ ให้หยุดพฤติกรรมเท่านั้น
เมื่อเป็นเช่นนี้ สถาบันที่หวังเพียงหาผลประโยชน์ไม่คำนึงถึงจริยธรรม แม้จะถูกจับได้ก็มักจะแค่ยักไหล่ไม่สนใจความผิด ไม่นำพาต่อข้อกล่าวหา ดีไม่ดีคล้อยหลังฝ่ายตรวจสอบไม่นานก็กลับไปมีพฤติกรรมเดิมอีก
และแล้วเมื่อใดความเอือมระอาต่อเรื่องนี้เดินทางมาถึงจุดแตกหัก ต้องใช้ยาแรงกำราบ หรือถึงกับต้องกางข้อกฎหมาย หาอำนาจ ดูช่องทาง เข้าไปจัดการกับมหาวิทยาลับที่มี พ.ร.บ.คุ้มครองไม่ให้มีหน่วยงานไหนเข้ามาแทรกแซงการบริหารได้ จนลงเอยด้วยการยุบคณะหรือภาควิชา ถึงจุดนี้ความเดือดร้อนก็มักจะกลับมาตกอยู่กับนักศึกษาที่จะเสียทั้งเงินและเวลาโดยไม่ได้อะไรเลย
แม้แต่ใบปริญญาที่รับรองว่าจบการศึกษา ก็จะมีค่าแค่เป็นกระดาษเปล่า
ที่แย่กว่านั้น หากเรื่องนี้ไม่มีใครร้องเรียนเลย ผู้ที่รับเคราะห์ไปเต็มๆ ก็คือประเทศที่มีนักศึกษาที่หวังเพียงใบปริญญาโดยไม่สนใจใส่ใจว่าได้รับความรู้ ได้ฝึกความสามารถอะไรจากมหาวิทยาลัยบ้าง







