
LTF ทางเลือกที่มากขึ้น แต่ต้องเข้าใจก่อน
โดย บุญชัย เกียรติธนาวิทย์ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บลจ.ธนชาต
โดย บุญชัย เกียรติธนาวิทย์ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บลจ.ธนชาต
ช่วงนี้ผู้อ่านคงเตรียมช็อปปิ้งกองทุน LTF/RMF กันอยู่ เพราะใกล้ปลายปีแล้ว มองไปทางไหนก็มีแต่คนแนะนำกองทุน และก็เป็นปัญหาสำหรับคนที่ลงทุนกองทุน LTF/RMF เป็นประจำทุกปี ซื้อกองไหนดี? ประกอบกับปีนี้ที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้สามารถจัดตั้งกองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือ LTF ที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกองใหม่ได้ โดยสามารถตั้งได้จนถึงวันที่ 30 มิ.ย.ปีหน้า ซึ่งทำให้ช่วงนี้เราเห็นในหลายๆ บลจ. ทยอยเปิดกองทุน LTF ใหม่กันค่อนข้างเยอะ
เท่าที่ผมทราบตอนนี้มี LTF ที่เปิดใหม่ในปีนี้จนถึงปัจจุบันมีอยู่ถึง 19 กองทุนแล้ว และผมก็พบว่าก็มักจะเป็นกองทุนที่แต่ละ บลจ.ถนัด มีนโยบายที่แตกต่างขึ้น ทำให้ผู้ลงทุนสามารถเลือกลงทุนได้ดีและตรงกับความต้องการมากขึ้น แต่ในทางหนึ่งก็อาจทำให้ผู้ลงทุนเลือกยากขึ้น เพราะจากเดิมที่ส่วนมากจะเลือกการผลการดำเนินงานในอดีตทั้งระยะสั้นและระยะยาวของกองทุนที่สนใจก็อาจต้องปรับวิธีเลือกบ้าง เพราะกองทุนเปิดใหม่จะไม่มีผลการดำเนินงานในอดีต ซึ่งบาง บลจ.ก็อาจนำเสนอกองทุนเปิดเดิมที่มีลักษณะนโยบายคล้ายกับกองทุน LTF ที่จัดตั้งใหม่นี้มาพิจารณาเพิ่มเติมแทน
ผมลองแบ่งกลุ่มกองทุน LTF ที่เปิดใหม่ทั้ง 19 กองทุน พบว่ามีนโยบายคล้ายๆ กันอยู่ 5 ประเภท คือ
1.กองทุนประเภทหุ้นขนาดกลางและเล็กมีออกมาทั้งหมด 5 กองทุน มีทั้งที่จ่ายปันผลและไม่จ่ายปันผล และมีบาง บลจ.ที่เป็นกองทุนหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กที่ผันผวนต่ำ และสำหรับ บลจ.ธนชาตเองก็มีแผนจะเปิดกองทุน LTF ประเภทนี้ในช่วงนี้ปลายปีเช่นกัน
2.กองทุนประเภทผันผวนต่ำมี 4 กองทุน โดยแต่ละกองทุนจะมีวิธีลดความผันผวนของพอร์ตลงทุนที่แตกต่างกันมีทั้งใช้ค่า Volatility ค่า Covariance หรือใช้ Model ที่ถูกพัฒนาขึ้นมา หรือแม้แต่ค่า Beta ที่ทาง บลจ.ธนชาต ใช้ก็ตาม
3.กองทุนแบบ Passive Fund โดยใช้ดัชนี SET50 จำนวน 1 กองทุน
4.กองทุนผสมแบบมีสัดส่วนจำนวน 4 กองทุน โดยมีทั้งเน้นสัดส่วนของตราสารหนี้กับหุ้นเพื่อลดความเสี่ยงของพอร์ตลงทุน หรือหุ้นกับอสังหาริมทรัพย์เพื่อเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทน หรือแม้แต่ผสมหุ้นไทยกับหุ้นต่างประเทศ เพื่อเปิดโอกาสและถือเป็นการกระจายความเสี่ยงในอีกรูปแบบหนึ่ง
5.กองทุนแบบมี Theme เฉพาะซึ่งเริ่มจะมีให้เห็นเรื่อยๆ ในอุตสาหกรรมกองทุนไทย ไม่ว่าจะเป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นปัจจัยพื้นฐาน หุ้นที่เน้นลงทุนในบริษัทที่มีธรรมภิบาล หรือแม้แต่หุ้นปันผล
เมื่อมีกองทุนออกใหม่เยอะขนาดนี้ หลายกองทุนก็ดูจะซ้ำกัน คำถามคือผู้ลงทุนจะเลือกยังไงดี สำหรับผมแล้วมีหลักอยู่ 3 ข้อ
1.ต้องเข้าใจหลักการสำคัญกองทุนนั้นเสียก่อน อย่างกองทุนผันผวนต่ำที่ตอนนี้มีออกมาในหลาย บลจ.มาก ผู้ลงทุนต้องรู้ว่าอะไรที่เป็นนิยามของกองทุนที่ว่าผันผวนต่ำนั้น บริษัทจัดการและผู้จัดการกองทุนวัดจากอะไร มีนโยบายการคัดเลือกหุ้นเข้ามาในพอร์ตอย่างไร และผู้ลงทุนเข้าใจในวิธีการนั้นๆ ที่ บลจ.นำเสนอหรือไม่ หลายครั้งที่ผมมักเห็นผู้ลงทุนจำได้ว่ากองทุนนี้มีจุดเด่นอย่างไร แต่ไม่รู้ว่าหลักการของของกองทุนนั้นๆ เป็นอย่างไร หากเป็นเช่นนี้จะทำให้ผู้ลงทุนไม่สามารถเปรียบเทียบความแตกต่างของแต่ละกองทุนของแต่ละ บลจ.ได้ชัดเจนและแม่นยำนัก เพราะในท้ายที่สุดแม้จะเป็นกองทุนที่มีนโยบายในประเภทเดียวกัน ก็ย่อมแตกต่างกันในรายละเอียดอยู่ดี
2.การลงทุน LTF สามารถกระจายการลงทุนได้ ทั้งในแง่หลายๆ กองทุน และหลายๆ บลจ. ซึ่งผู้ลงทุนไม่จำเป็นต้องฝากความหวังหรือเงินทั้งหมดไว้กับกองทุนเดียว
3.การลงทุน LTF ในแต่ละปี ไม่จำเป็นต้องลงทุนกองเดิม และในกองทุน LTF เดิมก็ไม่จำเป็นจะต้องอยู่ตลอด 7 ปีหากว่าผลการดำเนินงานไม่เป็นที่พอใจจริงๆ แล้วสามารถย้ายได้ โดยไม่ผิดเงื่อนไขแต่อย่างไร เพียงแต่ว่าห้ามขายคืนเท่านั้น แต่ผู้ลงทุนก็ต้องศึกษาเงื่อนไขพอสมควร และจะต้องเสียค่าธรรมเนียมค่าเข้าและขาออกด้วย บาง บลจ.อาจจะไม่เก็บ บาง บลจ.อาจจะเก็บ ซึ่งผู้ลงทุนควรศึกษาในรายละเอียดส่วนนี้ก่อนตัดสินใจ
เริ่มต้นเลือกกองทุน LTF ด้วยนโยบายที่ผู้ลงทุนเข้าใจ และไม่จำเป็นต้องลงทุนเพียงกองทุนเดียว มองให้ไกลกว่าแค่ลดหย่อนภาษี เพราะจริงๆ แล้วเราได้มากกว่านั้นหากเราเลือกเป็น เพราะมันอาจหมายถึงชีวิตทั้งชีวิตเลยก็ได้ครับ







