
หลากมุมมองของสงครามกับผลต่อเศรษฐกิจ
โดย ฐนิตา ตุมราศวิน, ณัฐพัช กิตติปวณิชย์ Fund Management Group บลจ.บัวหลวง
โดย ฐนิตา ตุมราศวิน, ณัฐพัช กิตติปวณิชย์ Fund Management Group บลจ.บัวหลวง
ในศตวรรษที่ 21 กระแสความขัดแย้งระหว่างประเทศเริ่มมีความเด่นชัดขึ้น โดยเฉพาะระหว่างประเทศมหาอำนาจของโลกอย่างสหรัฐ รัสเซีย และจีน ผ่านการเคลื่อนไหวต่างๆ เช่น การรับกลุ่มประเทศทะเลบอลติก (ลัตเวีย ลิทัวเนีย และเอสโตเนีย) ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียตเข้าเป็นสมาชิกพันธมิตรทางทหารขององค์การนาโต ที่ประกอบด้วยสหรัฐ แคนาดา และประเทศส่วนใหญ่ในยุโรป ในปี 2004 และการติดตั้งระบบต่อต้านขีปนาวุธของสหรัฐ ในโปแลนด์ซึ่งอยู่ใกล้กับรัสเซียในปี 2008 ที่ทำให้สายสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและชาติตะวันตกมีความเปราะบางลงเรื่อยๆ
กระทั่งในปี 2014 รัสเซียได้เข้าแทรกแซงและควบคุมแคว้นไครเมีย ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของยูเครน นำไปสู่การร่วมมือกันคว่ำบาตรจากนานาชาติ และล่าสุด รัสเซียก็กำลังถูกหลายประเทศประณาม หลังจากรายงานระบุว่ารัสเซียให้การสนับสนุนรัฐบาลซีเรียโจมตีฐานที่มั่นฝ่ายกบฏในเมืองอเลปโปของซีเรีย ส่งผลให้มีประชาชนบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก
นอกจากประเด็นของรัสเซียและชาติตะวันตกแล้ว ยังมีประเด็นข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ที่ยืดเยื้อมายาวนาน และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่มากขึ้นระหว่างจีนและสหรัฐโดยมีรัสเซียหนุนหลังจีน เนื่องจากแต่ละประเทศรอบๆ ต่างก็อ้างกรรมสิทธิ์ครอบครองหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ โดยเฉพาะหมู่เกาะ Spratly ซึ่งเป็นแหล่งที่คาดว่าจะมีทรัพยากรก๊าซธรรมชาติและน้ำมันอย่างมหาศาล
ทั้งนี้ แม้ศาลโลกจะเพิ่งตัดสินไปว่าจีนได้ละเมิดสิทธิเหนือเขตเศรษฐกิจจำเพาะ หรือ Exclusive Economic Zone (EEZ) ของฟิลิปปินส์ และการอ้างสิทธิทางประวัติศาสตร์ของจีนเพื่อครอบครองหมู่เกาะในทะเลจีนใต้นั้น เป็นเรื่องที่ขัดกับอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (1982) แต่จีนก็ออกมาปฏิเสธคำตัดสินดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง พร้อมย้ำว่าคำตัดสินเช่นนี้จะยิ่งทำให้สถานการณ์ในภูมิภาคตึงเครียดและเสี่ยงต่อการเผชิญหน้ามากขึ้น
ประเด็นที่น่าจับตาสำหรับข้อพิพาทในทะเลจีนใต้คือ สหรัฐเองก็ได้เข้ามาแทรกแซงในประเด็นความขัดแย้งนี้ โดยในช่วงแรกสหรัฐและฟิลิปปินส์ได้ร่วมมือกันซ้อมรบบริเวณอ่าวอูลูกันของฟิลิปปินส์ ซึ่งอยู่ห่างจากทะเลจีนใต้ไม่มากนัก ขณะที่จีนก็มีการซ้อมรบร่วมกับรัสเซียบริเวณทะเลเหลืองซึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของจีน แต่หลังจากฟิลิปปินส์เกิดปมปัญหากับสหรัฐในช่วงปีที่ผ่านมา ทำให้ฟิลิปปินส์และสหรัฐประกาศยกเลิกการซ้อมรบในทะเลจีนใต้ร่วมกันไปก่อน ส่วนการซ้อมรบของรัสเซียกับจีนยังคงดำเนินต่อไป โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 12-19 ก.ย. ที่ผ่านมา ก็ได้มีการซ้อมรบร่วมกันในทะเลจีนใต้ ภายใต้ปฏิบัติการ “Joint Sea-2016” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ารัสเซียพร้อมที่จะสนับสนุนจีน หากเกิดสงครามขึ้น
ทั้งนี้ การทำสงครามตัวแทน หรือ Proxy War โดยประเทศมหาอำนาจที่สนับสนุนให้ประเทศพันธมิตรของตนเข้าทำสงครามแทนนั้น มีความเป็นไปได้ที่จะนำไปสู่การสะสมอาวุธของแต่ละประเทศ และเกิดสงครามอย่างเต็มรูปแบบในที่สุด อย่างล่าสุดที่รัสเซียก็เพิ่งประกาศยกเลิกสัญญาควบคุมการสะสมสารกัมมันตรังสีพลูโตเนียมกับสหรัฐไป
ท่าทีของสหรัฐหลังทรัมป์ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดี เรามองว่านโยบายด้านการต่างประเทศของสหรัฐน่าจะมีรูปร่างที่แตกต่างออกไป หลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีตอนต้นปี 2017 ซึ่งที่ผ่านมาทรัมป์เน้นย้ำเสมอว่า “สหรัฐต้องมาก่อน” (America First) สะท้อนว่าทรัมป์อาจตัดสินใจถอนกองกำลังออกจากประเทศพันธมิตรและระงับสนธิสัญญาความมั่นคงบางอย่าง เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านการทหารในต่างประเทศ และจะส่งกำลังทหารไปต่างประเทศเมื่อการกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสหรัฐฯเท่านั้น
ยกตัวอย่างเช่น สหรัฐอาจไม่ส่งกองกำลังไปป้องกันประเทศทะเลบอลติกจากการบุกรุกของรัสเซีย ถึงแม้ว่าจะเป็นสมาชิกของนาโตก็ตาม หากประเทศเหล่านั้นไม่ลงทุนเพื่อปกป้องตนเองด้วย หรือการที่ทรัมป์กล่าวว่า อาจระงับสนธิสัญญาความมั่นคงกับญี่ปุ่น เนื่องจากเห็นว่าสหรัฐกำลังถูกญี่ปุ่นเอาเปรียบด้านค่าใช้จ่ายการทหารอยู่ ฉะนั้นความขัดแย้งทางทหารระหว่างสหรัฐกับจีนและรัสเซียจึงมีแนวโน้มผ่อนคลายลง แต่หากสหรัฐปรับลดความร่วมมือทางทหารกับประเทศพันธมิตรทั่วโลกลง ก็อาจทำให้จีนกับรัสเซียเข้ามามีบทบาทในเวทีโลกมากขึ้น
หากเกิดสงครามขึ้นจริง...จะส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างไร?
เชื่อหรือไม่? นักเศรษฐศาสตร์บางกลุ่ม กล่าวว่า สงครามนั้นดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม หรือแม้แต่กล่าวว่า สงครามคือสิ่งจำเป็นสำหรับเศรษฐกิจในระบบทุนนิยม ซึ่งส่วนใหญ่ต่างอ้างถึงสถานการณ์เศรษฐกิจของสหรัฐในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากในช่วงทศวรรษ 1930 ก่อนการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น เศรษฐกิจสหรัฐต้องเผชิญกับภาวะตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) ซึ่งเป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ยาวนานและหยั่งรากลึกกว่าครั้งไหนๆ
แต่เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลสหรัฐได้เพิ่มงบประมาณรายจ่ายเพื่อการป้องกันประเทศสูงถึง 6 เท่าของงบประมาณเดิม ขณะที่การบริโภคในประเทศและการลงทุนต่างก็ไม่ได้หดตัวรุนแรงนัก ส่งผลให้ GDP สหรัฐขยายตัวได้อย่างโดดเด่นในช่วงนั้น และด้วยเหตุนี้เองนักเศรษฐศาสตร์หลายท่านจึงมองว่าสงครามมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐให้หลุดพ้นจากภาวะตกต่ำรุนแรงที่ยืดเยื้อมาร่วมสิบปี ทำให้อัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ของภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะหมวดสินค้าคงทนพุ่งขึ้นแตะ 100% กระตุ้นการจ้างงานในประเทศ สร้างรายได้ให้กับประชาชน และส่งผลให้โมเมนตัมการใช้จ่ายของผู้บริโภคกลับมาเร่งตัวขึ้นในที่สุด
และด้วยบริบททางเศรษฐกิจในช่วงเวลานั้น นับว่ามีความใกล้เคียงกับในปัจจุบันค่อนข้างมาก ทั้งภาวะอุปทานส่วนเกิน (Overcapacity) และสภาพแวดล้อมทางการเงินที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ปัจจัยเหล่านี้อาจมีส่วนจุดประกายให้เกิดสงครามระหว่างประเทศ หากผู้มีอำนาจในประเทศนั้นๆ เชื่อว่าการใช้นโยบายการคลัง ผ่านการเพิ่มงบประมาณรายจ่ายเพื่อการป้องกันประเทศจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ และทำให้เกิดการจ้างงานเพิ่ม รวมไปถึงช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวได้
อย่างไรก็ดี นักเศรษฐศาสตร์หลายท่านก็มีมุมมองที่แตกต่างไป โดยมองว่าสงครามไม่ได้ก่อให้เกิดผลประโยชน์ใดๆ ต่อเศรษฐกิจเลย หากย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษที่ 1990 จะพบว่าเศรษฐกิจสหรัฐที่รุ่งเรือง ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ 4% ต่อปี อัตราการว่างงานลดลงเหลือ 4% ขณะที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำที่ 3.5% ก็ไม่ได้เกิดจากการมีสงครามแต่อย่างใด
ส่วนงบประมาณรายจ่ายเพื่อการป้องกันประเทศที่เพิ่มขึ้นในช่วงสงครามก็อาจไม่ทำให้มีการจ้างงานในประเทศเพิ่มขึ้น ยกตัวอย่างเช่น สงครามอิรัก-อัฟกานิสถาน ในช่วงทศวรรษ 2000s ที่การเพิ่มขึ้นของงบประมาณไม่ได้ทำให้อัตราการว่างงานของสหรัฐลดลง หรือสงครามอ่าว (Gulf War) ที่เป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศอิรัก และกองกำลังผสมจาก 34 ชาติภายใต้สหประชาชาติ ซึ่งนำโดยสหรัฐที่เป็นเหตุให้ภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐ ตกต่ำในภายหลัง
ขณะที่สงครามเวียดนามก็ไม่อาจสรุปได้ว่าก่อให้เกิดผลดีหรือเสียต่อเศรษฐกิจได้อย่างชัดเจน และเหนือสิ่งอื่นใดการทุ่มงบประมาณภาครัฐไปกับการป้องกันประเทศนั้น ย่อมส่งผลกระทบกับงบประมาณของประเทศเพื่อการพัฒนาด้านอื่นๆ อาทิ การศึกษา การลงทุนในนวัตกรรม และด้านสาธารณสุข ที่มีความสำคัญอย่างมากต่อเศรษฐกิจในระยะยาว
นอกจากนี้ จากงานวิจัยของ Institute for Economics and Peace พบว่าการใช้จ่ายภาครัฐในช่วงสงครามสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงแค่ชั่วคราว เนื่องจากเมื่อสงครามยุติลงจะเห็นได้ว่า GDP ของสหรัฐก็กลับลงมาแตะที่ระดับเส้น Baseline ตามเดิม ขณะที่เศรษฐกิจประเทศอื่นๆ อาทิ ญี่ปุ่นและเยอรมนี กลับต้องเผชิญภาวะเศรษฐกิจตกต่ำภายหลังสงคราม
ท้ายที่สุด ไม่ว่าสงครามจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจหรือไม่ แต่การขยายตัวของ GDP จากการเพิ่มขึ้นของการใช้จ่ายภาครัฐเพื่อการป้องกันประเทศ ก็ไม่อาจเทียบได้กับความเสียหายอย่างใหญ่หลวงที่เกิดขึ้นกับสังคม ประชากร และการสูญเสียทรัพยากรจากภาวะสงครามได้







