เจ๊งแน่ค่ะ

วันที่ 17 พ.ย. 2559 เวลา 08:02 น.
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย

รอวันเจ๊งเรียบร้อยโรงเรียนจีน สำหรับธุรกิจท่องเที่ยว ทั้งโรงแรมระดับกลางของประเทศ จนถึงธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่อง

ปัญหาเกิดจากการปราบทัวร์ศูนย์เหรียญของนักท่องเที่ยวจีน โดยผลที่ตามมาก็คือนักท่องเที่ยวจีนหายไปเกือบ 60-70%

โรงแรมระดับ 4 ดาวลงมา คางเหลือง พะงาบๆ กระทบถึงบรรดาสารพันอาชีพที่เกี่ยวเนื่อง ตั้งแต่ไกด์ทัวร์ สามล้อ จนถึงแม่ค้าส้มตำ

เชื่อไม่เชื่อก็อ่านข้อความนี้ที่ส่งมาจากคนทำกิจการโรงแรมขนาดกลางในภาคใต้ดูได้

“...รายงานสดจากกรณีกรุ๊ปจีน

วันนี้มีแขกทัวร์จีนเข้ามาหนึ่งบัส พนักงานโรงแรมดีใจมาก

ไกด์คุยว่าสมัยก่อนทำเดือนละสี่กรุ๊ป ปัจจุบันเหลือหนึ่งกรุ๊ป

สมัยก่อนกรุ๊ปละสามสิบคน ปัจจุบันเหลือสิบห้าคน

ตลาดจีนลดลง 70 เปอร์เซ็นต์ เพราะนโยบายปราบอั้งยี่ของรัฐบาล เบรกทีเดียวเอาหัวคะมำเข้าไอซียูเลย

มาเลเซีย ญี่ปุ่น ขายต่ำกว่าไทยมาก แล้วจีนที่ไหนจะมาเที่ยวเรา ตลาดสุดท้ายที่ยังเหลือให้ธุรกิจท่องเที่ยวพอได้ชื่นใจ ลูกหลานปาล์มยางพอได้ออกมาทำงาน

ลุงตู่ว่าอย่างไรบ้างคะ อย่ามัวแต่ฟังรายงาน ลงมาดูจริงเสียบ้าง...”

นี่แหละ คือข้อความที่อ่านแล้ว ทำเอาต้องนั่งกุมขมับ 

ความจริงการที่รัฐบาลจัดระเบียบทัวร์ศูนย์เหรียญ ไม่ใช่เรื่องที่รับกันไม่ได้ แต่ทว่าสิ่งที่เป็นปัญหาคือวิธีการที่เล่นฟันฉับลงไปทันที จนปรับตัวไม่ทัน

สิ่งที่ปรากฏชัด ก็คือ ช่วงวันหยุดยาวของจีน อย่างวันชาติจีน หรือโกลเด้นวีก 1-9 ต.ค.ที่ผ่านมา การจองห้องพักลดลงมาก โดย สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว ระบุว่า นักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางผ่านบริษัททัวร์ที่เป็นสมาชิกของสมาคมมีจำนวนลดลงถึง 60%

ทั้งหมดเป็นผลมาจากมาตรการต่างๆ ของภาครัฐที่ยังไม่ค่อยชัดเจน อีกทั้งที่มีการกำหนดราคาทัวร์ขั้นต่ำที่ 1,000 บาท/คน/คืน

สภาพความชะงักงันที่เกิดขึ้น ไม่ได้จำกัดวงอยู่ที่ธุรกิจท่องเที่ยวเท่านั้น แต่กระจายออกมาในระบบเศรษฐกิจเป็นที่เรียบร้อย

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานดัชนีความเชื่อมั่นในเดือน ต.ค.อยู่ที่ระดับ 49.2 ลดลงจากเดือนก่อนที่อยู่ระดับ 50.3 ตามความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในภาคบริการที่ลดต่ำลง โดยเฉพาะผู้ประกอบการในกลุ่มที่พักแรมและร้านอาหารซึ่งได้รับผลกระทบที่จำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลงมาก จากมาตรการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ

ภาวะที่เป็นอยู่ เป็นสัญญาณที่ไม่ดีเอามากๆ

ปกติในช่วงไตรมาส 4 หรือสิ้นปีจะเป็นช่วงขาขึ้นของธุรกิจท่องเที่ยว แต่ไปๆ มาๆ กลับชะลอตัวเสียอย่างนั้น จากการที่นักท่องเที่ยวจีนหดหาย

อย่าลืมด้วยว่า กลไกเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ การส่งออกก็ยังไม่ฟื้นตัว การลงทุนของรัฐก็ยังไปไม่ถึงไหน การลงทุนของเอกชนก็ตะกุกตะกัก การใช้จ่ายของประชาชนก็ไม่คึกคัก

ธุรกิจที่สามารถนำเงินตรา เงินสดใหม่เข้าประเทศ กระจายรายได้ กระจายเงินไปในแทบทุกอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง ทั้งกระเป๋าเล็ก กระเป๋าใหญ่ เกิดการจ้างงาน ก็คือธุรกิจท่องเที่ยว

ถ้าท่องเที่ยวแย่อีก เห็นทีเศรษฐกิจจะติดหล่มลึก ข้าวก็ราคาตก ยางก็ย่ำแย่ ลุงตู่อย่าปล่อยให้ชะงักงันแบบนี้

เจ๊งแน่ค่ะ เจ๊งทั่วถึง เจ๊งทั่วไทยแน่นอน