posttoday
โค้งสุดท้ายการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

โค้งสุดท้ายการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

03 พฤศจิกายน 2559

โดย คมศร ประกอบผล หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ ทิสโก้

โดย คมศร ประกอบผล  หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ ทิสโก้

การเลือกตังสหรัฐฯ ในวันที่ 8 พ.ย. ใกล้เข้ามาในอีกไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ แนวโน้มผลการเลือกตั้งที่ก่อนหน้านี้มีทีท่าว่านางคลินตันจะชนะขาด เริ่มกลับมาสูสีขึ้นหลังจากสำนักงานสอบสวนกลางของสหรัฐฯ หรือ FBI ได้แถลงเมื่อวันศุกร์ที่ 28 ต.ค. ว่าจะเปิดการสอบสวนคดีของนางคลินตันที่เกี่ยวกับการใช้อีเมลส่วนตัวในการติดต่องานราชการขึ้นมาใหม่ เนื่องจากมีการค้นพบหลักฐานเพิ่มเติม

โดยนางคลินตันถูกกล่าวหาว่าใช้อีเมลส่วนตัวในการติดต่อเรื่องความลับของราชการในช่วงที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศในปี 2009-2013 FBI ได้สอบสวนคดีดังกล่าวและแถลงผลการสอบสวนไปแล้วในเดือน ก.ค. โดยสรุปว่าการใช้อีเมลส่วนตัวนั้นเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ แต่เนื้อหาในอีเมลที่เป็นหลักฐานไม่เข้าข่ายการกระทำที่ผิดกฎหมายใดๆ

การกลับมาเปิดคดีดังกล่าว ซึ่งคาดว่าจะยังไม่ได้ข้อสรุปก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 8 พ.ย. นี้ ส่งผลให้คะแนนความนิยมของนายทรัมป์เพิ่มขึ้นไล่ตามนางคลินตันเหลือระยะห่างเพียง 2.4 จุด จากที่ก่อนหน้านี้นางคลินตันนำห่างถึงราว 6 จุด

อย่างไรก็ดี การจะวิเคราะห์ผลการเลือกตั้งจากผลสำรวจคะแนนความนิยมรวมในระดับประเทศนั้น อาจไม่เห็นภาพที่ครบถ้วนนัก เนื่องจากระบบการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ นั้น ไม่ใช่การเลือกตั้งแบบ Popular Vote ที่จะนำคะแนนเสียงของประชาชนทั่วประเทศมานับรวมกันเพื่อตัดสินผู้ชนะ แต่จะตัดสินด้วยคะแนน Electoral Vote ซึ่งแยกนับคะแนนในแต่ละรัฐ และผู้ชนะจะได้คะแนนเสียง Electoral Vote ของรัฐนั้นๆ ไปทั้งหมด (Winner Takes All)

คะแนน Electoral Vote ของแต่ละรัฐจะมีจำนวนไม่เท่ากัน และแปรผันตามจำนวนประชากรในรัฐนั้นๆ ซึ่งทั้งประเทศมีจำนวน Electoral Vote รวมกัน 538 คะแนน และผู้สมัครที่ได้คะแนนรวม 270 เสียงขึ้นไปก็จะชนะเลือกตั้ง ดังนั้น รัฐที่มีจำนวน Electoral Vote มากๆ ก็จะเป็นเป้าหมายสำคัญในการหาเสียงของผู้สมัคร เช่น แคลิฟอร์เนีย (55) เท็กซัส (38) นิวยอร์ก (29) ฟลอริดา (29) เพนซิลวาเนีย (20)

ด้วยระบบการเลือกตั้งดังกล่าว ผู้สมัครที่ได้คะแนนรวมทั้งประเทศสูงสุด (Popular Vote) อาจไม่ชนะการเลือกตั้งเนื่องจากผู้สมัครคนนั้นอาจได้คะแนนเสียงเยอะในรัฐฯ ที่มี Electoral Vote น้อย เหมือนเช่นที่เคยเกิดขึ้นในการเลือกตั้งระหว่าง อัล กอร์ กับ จอร์จ ดับเบิลยู บุช ในปี 2000

หากพิจารณาคะแนนความนิยมแบ่งตามรัฐจะพบว่านางคลินตันยังมีคะแนนนำในหลายรัฐใหญ่ ที่มีคะแนนเสียง Electoral Vote จำนวนมาก โดยหากนับเฉพาะรัฐที่นางคลินตันมีคะแนนนำเหนือนายทรัมป์เกิน 5 จุด นาง คลินตันจะมีคะแนน Electoral Vote รวม 259 ขาดอีกเพียง 11 เสียง ก็จะได้ครบ 270 เสียงซึ่งทำให้ชนะการเลือกตั้ง ในขณะที่นายทรัมป์มีคะแนนรวมเพียง 164 เสียง และต้องชนะการเลือกตั้งในรัฐที่ยังมีคะแนนสูสีกันเกือบทุกรัฐ ถึงจะมีโอกาสพลิกกลับมาชนะได้

ยิ่งไปกว่านั้น ในรัฐที่มีคะแนนสูสีกัน นางคลินตันยังมีโอกาสชนะค่อนข้างสูงในรัฐโคโลราโด (9 คะแนน) และรัฐนิว แฮมเชียร์ (4 คะแนน) ซึ่งนางคลินตันมีความนิยมนำอยู่ 4.0 จุด และ 4.7 จุด ตามลำดับ และหากนางคลินตันชนะในสองรัฐนี้ ก็จะทำให้ได้คะแนน Electoral Vote เกิน 270 เสียง และชนะการเลือกตั้งในที่สุด

ตลาดหุ้นทั่วโลกเริ่มผันผวนหลังนายทรัมป์ทำคะแนนไล่เข้ามาใกล้ เนื่องจากกังวลต่อนโยบายสุดโต่งของนายทรัมป์ เช่น การเพิ่มภาษีศุลกากรและภาษีนำเข้าสินค้า โดยเฉพาะจากจีน และเสนอให้ทบทวนข้อตกลงทางการค้าทั้ง NAFTA (North American Free Trade Agreement) และ WTO (World Trade Organization) ใหม่อีกครั้ง ซึ่งหากไม่สามารถลดการนำเข้าสินค้าจากจีนได้ นายทรัมป์ประกาศจะถอนตัวออกจากการเป็นประเทศสมาชิก WTO

นโยบายดังกล่าวนับเป็นความเสี่ยงที่สำคัญต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่การค้าโลกอยู่ในภาวะซบเซา โดยมีความเป็นไปได้สูงที่นโยบายดังกล่าวจะถูกนำไปใช้จริงหากนายทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง เนื่องจากกฎหมายสหรัฐฯ ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการเจรจาข้อตกลงทางการค้า หรือถอนตัวออกจากข้อตกลงระหว่างประเทศได้ นอกจากนี้ Trade Act (1974) ยังให้อำนาจประธานาธิบดีในการจำกัดปริมาณการนำเข้าสินค้า และ/หรือกำหนดภาษีนำเข้าสินค้าได้ไม่เกิน 15% และเป็นเวลาไม่เกิน 150 วัน โดยไม่ต้องผ่านมติสภา

แม้นโยบายที่สุดโต่งของนายทรัมป์จะนับเป็นความเสี่ยงที่สำคัญต่อเศรษฐกิจการค้าโลก แต่เรามองว่าโอกาสที่นายทรัมป์จะพลิกกลับมาชนะการเลือกตั้งนั้นยังเป็นไปได้ค่อนข้างยาก เราแนะนำให้นักลงทุนถือเงินสดในช่วงก่อนหน้านี้ และมองว่าการปรับฐานของตลาดจากประเด็นนี้อาจเป็นโอกาสที่ดีในการกลับเข้าลงทุนในตลาดหุ้น

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน