
ความเสี่ยงในต่างประเทศทำให้ Fund flow ชะลอ
โดย จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซียไซรัส [email protected]
โดย จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซียไซรัส [email protected]
เหตุการณ์สำคัญที่จะมีผลต่อ Fund flow และราคาสินทรัพย์เสี่ยงมากที่สุดในเดือนนี้น่าจะเป็นการ Debate อีก 2 รอบระหว่างนางฮิลลารี (พรรคเดโมแครต) และนายทรัมป์ (พรรครีพับลิกัน) ในวันที่ 9 และ 19 ต.ค. การ Debate ครั้งแรกผ่านไปด้วยคะแนนความนิยมของฮิลลารีที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐปรับขึ้น สวนทางกับราคาทองคำและ Bond yield ที่ปรับลง ส่วน Vix index หรือดัชนีความกลัวปรับลงเช่นกัน สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนเป็นมิตรกับนางฮิลลารีมากกว่า แต่ถึงคะแนนนิยมของนางฮิลลารีจะดีขึ้น ก็ยังประมาทไม่ได้ เหมือนกรณี Brexit ที่สุดท้ายก็ทำให้ตลาด surprise จึงมีแนวโน้มว่ากระแสเงินลงทุนเลือกที่จะรอจนกว่าจะเห็นว่าความชัดเจนก่อน
เหตุที่กระแสเงินทุนน่าจะรอความชัดเจนเนื่องจากนโยบายของนางฮิลลารีและนายทรัมป์ต่างกันมากในประเด็นที่สำคัญทั้งเรื่องเศรษฐกิจ เชื้อชาติ และการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คำนวณว่านโยบายของนายทรัมป์จะทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐย่ำแย่ลง หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น และไม่เป็นมิตรต่อความสัมพันธ์กับนานาประเทศ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเอเชียนั้น ค่อนไปทางลบโดยเฉพาะกับจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เพราะนายทรัมป์วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักกับข้อตกลงทางการค้าเสรีกับประเทศเหล่านี้ รวมถึงประเด็นแรงงานจากฟิลิปปินส์ที่เข้าไปแย่งตำแหน่งงานในสหรัฐ
ภาคการเงินในฝั่งยุโรปเป็น noise รบกวนตลาด
สำหรับความวิตกต่อภาคสถาบันการเงินในยุโรปที่กลับเข้ามาอยู่ในกระแสอีกครั้งในช่วงปลายเดือน ก.ย. เริ่มจาก Deutsche Bank ถูกกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐเรียกร้องให้จ่ายค่าปรับเป็นจำนวนเงินถึง US$1.4 หมื่นล้านเพื่อยุติการสอบสวนในคดีที่เกี่ยวข้องกับการขาย MBS ซึ่งเป็นต้นเหตุของวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2008 แม้ว่าหลังจากนั้นจะมีข่าวว่า Deutsche Bank จะขายกิจการในเครือเพื่อเสริมสภาพคล่องตัวเอง และรัฐบาลเยอรมนีที่ก่อนหน้านี้ปฏิเสธความช่วยเหลือ ก็เริ่มเตรียมแผนให้ความช่วยเหลือร่วมกับสถาบันการเงินอื่นๆ ก็ตาม แต่การสูญเสียความเชื่อมั่นต่อภาคสถาบันการเงินในยุโรปจะยังเป็นประเด็นต่อเนื่องในเดือนนี้ อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้ให้น้ำหนักกับประเด็นนี้มากนักเพราะยุโรปไม่ได้เป็นที่หมายของกระแสเงินทุนแต่แรกอยู่แล้ว เพียงแต่เป็น noise ที่รบกวนการลงทุนในตลาด และเราไม่เชื่อว่าจะนำไปสู่วิกฤตรอบใหม่
น้ำมันผันผวนในระดับสูง ไม่กดดันหุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี
ผลการประชุมอย่างไม่เป็นทางการของกลุ่ม OPEC และ Non-OPEC เมื่อวันที่ 26-28 ก.ย. 2016 ที่สามารถตกลงลดการผลิตน้ำมันไปที่ 32.5-33.0 ล้านบาร์เรล/วัน จากปัจจุบันที่ผลิต 33.24 ล้านบาร์เรล/วัน เชื่อว่าเป็นเพียงการพยุงราคาน้ำมันด้วยวาจาเพื่อรอเวลาให้ demand และ supply ของน้ำมันดิบเข้าสู่จุดสมดุลย์ (ปัจจุบัน oversupply เพียง 1 ล้านบาร์เรล/วัน) ในระหว่างนี้จนกว่าจะถึงการประชุมอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 พ.ย. 2016 น่าจะมีข่าวเป็นระยะถึงการเจรจากำหนดโควต้าเป็นรายประเทศ แม้จะทำให้ราคาน้ำมันผันผวนแต่ก็เชื่อว่าจะยังอยู่ในระดับสูงจนกว่าจะมีความชัดเจนจากการประชุมสิ้นเดือนหน้า หุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีจึงน่าจะได้รับอานิสงส์ทางบวกจากราคาน้ำมันดังกล่าว
เข้าสู่เทศกาลผลประกอบการ 3Q16 หุ้นน่าสนใจเป็นรายตัว
ในเดือน ต.ค. จะเริ่มฤดูกาลคาดการณ์ผลประกอบการและการประกาศผลประกอบการของกลุ่มธนาคารก่อนเป็นกลุ่มแรกประมาณสัปดาห์ที่ 3 ตามด้วยกลุ่มน้ำมันในช่วงสิ้นเดือน แม้ว่า 3Q จะเป็น low season ของหลายๆธุรกิจโดยเฉพาะในปีนี้ที่ฝนมาเร็วและมีปริมาณมากกว่าปกติ เป็นลบต่อกลุ่มค้าปลีก รับเหมาก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง การท่องเที่ยว รวมถึงกลุ่มธนาคารที่ยังไม่เห็นการเติบโตของสินเชื่อ แต่เราคาดกำไรของกลุ่มธนาคารใน 3Q16 จะดีขึ้นจากไตรมาสก่อนเพราะภาระการตั้งสำรองที่น่าจะผ่านจุด peak ไปแล้วในช่วง 3Q15 – 2Q16 เราจึงคิดว่าหุ้นกลุ่มธนาคารน่าจะได้รับความสนใจในเดือนนี้
กลุ่มที่ได้อานิสงส์จากฤดูกาลที่เป็น High season ใน 3Q ได้แก่กลุ่มโรงพยาบาล และกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก เช่นอาหารและอิเล็คทรอนิคส์ สำหรับราคาหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลได้ผ่านการปรับฐานเบรกความร้อนแรงไปแล้วก่อนหน้านี้และเพิ่งเริ่มฟื้น เราคิดว่าสามารถลงทุนได้แต่ควรเป็นการซื้อลงทุนระยะยาว มากกว่าจะหวังเก็งกำไร เพราะเมื่อเศรษฐกิจในประเทศฟื้นตัวอย่างชัดเจน เม็ดเงินจะกระจายเข้าสู่กลุ่มธุรกิจที่ฟื้น มากกว่าจะเลือกกลุ่มโรงพยาบาลในฐานะที่เป็น Safe haven เหมือนในช่วง 4-5 ปีก่อนหน้านี้







