
ไขปริศนา...ทำไม ? ลงทุนกับกองทุนต่างประเทศแล้วไม่ได้กำไร (1)
โดย ธนัฐ ศิริวรางกูร นักวางแผนการเงินอิสระ
โดย ธนัฐ ศิริวรางกูร นักวางแผนการเงินอิสระ
สวัสดีครับนักลงทุนในกองทุนรวมทุกท่าน มาพบกับผม หมอนัท เป็นประจำทุกเดือนในคอลัมน์ Fund Clinic แห่งนี้ครับ ในช่วง 3-4 ปีมานี้ ผมเห็นว่ามีกองทุนที่ไปลงทุนยังต่างประเทศ หรือ ที่เราเรียกว่ากองทุน Foreign Investment Fund(FIF) มีมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ผมเชื่อว่า คนส่วนใหญ่น่าจะเคยผิดหวังกับกองทุนประเภทนี้ค่อนข้างเยอะ จะหาคนที่ลงทุนแล้วได้กำไรสูง ๆ กับกองทุนต่างประเทศนั้นมีไม่มากอย่างที่คิด
จั่วหัวมาแบบนี้ ท่านไหนที่ลงทุนกับกองทุนต่างประเทศอยู่คงสนใจแล้วใช่ไหมครับ ว่าจริง ๆ แล้วเป็นเพราะว่าอะไร ทำไมเราจึงลงทุนกับกองทุนต่างประเทศแล้ว ไม่ค่อยได้กำไรเสียเท่าไหร่ หรือได้กำไรไม่เท่ากับที่คาดหวังไว้..มาครับ วันนี้ผมพอจะมีคำตอบให้กับนักลงทุนในกองทุนทุกท่านได้ทราบกัน
อย่างแรก และผมคิดว่าเป็นประเด็นสำคัญในการลงทุนกับกองทุนรวมต่างประเทศ นั่นก็คือ คนส่วนใหญ่อยากลงทุนในกองทุน FIF เพียงเพราะว่า เห็นคนอื่น ๆ หรือ ได้รับคำแนะนำจาก บลจ. หรือตัวแทนขายกองทุน แนะนำว่าให้ไปลงทุนใน FIF เพื่อที่จะได้ผลตอบแทนที่ดีมากขึ้น แต่ “คนส่วนใหญ่นั้นไม่เข้าใจถึงการลงทุนในประเทศนั้น ๆ เลย”
การจะไปลงทุนในต่างประเทศนั้น ไม่ใช่แค่รู้ว่า ประเทศนั้นอยู่ที่ไหน หรือว่าจะไปเที่ยวประเทศนั้นในช่วงไหนของปีดี ซึ่งสิ่งที่เรารู้นั้นไม่ได้เกี่ยวกับพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ภาวะของตลาดหุ้น รวมถึง บริษัท ฯ จดทะเบียนที่อยู่ในต่างประเทศเลย แน่นอนว่า เราลงทุนกับสิ่งที่ไม่รู้ ก็ย่อมที่จะมีโอกาสขาดทุนได้มากกว่านั่นเองครับ
ดังนั้น ผมแนะนำว่า ท่านไหนที่คิดจะลงทุนกับกองทุน FIF แล้วละก็ ศึกษาประเทศนั้นให้ดี โดยเฉพาะเศรษฐกิจ นโยบายการเงิน และตลาดหุ้น ของประเทศที่เราจะไปลงทุนซักหน่อย อย่างน้อย ๆ ก็รู้ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในแต่ละประเทศผมรับรองว่า จะลดโอกาสขาดทุนลงไปได้อีกเยอะเลยครับ
ถัดมา ข้อที่ 2 คือ “ค่าเงิน” ใครที่เพิ่งจะเริ่มต้นลงทุนกับกองทุนรวม ได้ไม่นาน ผมขอแนะนำว่า ให้ซื้อกองทุนที่มีการป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงินด้วย จะดีกว่านะครับ ถ้าไม่แน่จริง อย่าเพิ่งคิดที่จะไปลงทุนกับกองทุนที่ไม่ได้มีการป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงิน เนื่องจากว่า ค่าเงินมีโอกาส แข็งค่ามากขึ้น หรือ อ่อนลงก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในภาวะที่มีการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินระหว่างประเทศอย่างบ่อยครั้ง และมีความหลากหลายในการดำเนินนโยบายของแต่ละประเทศ เหมือนในปัจจุบันครับ
ซึ่งถ้าเราต้องมานั่งดูจังหวะในการขาย เพื่อหวังว่าจะได้กำไรจากค่าเงินเพิ่มอีกต่อหนึ่ง ผมคิดว่าเป็นการลงแรงที่ได้ ไม่คุ้มกับเวลาที่เสียไป ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเราจับจังหวะในการขายผิด หรือไม่ได้มีเวลาในการดูเรื่องของค่าเงินเวลาขายกองทุน อาจจะทำให้เราขาดทุนก็ได้ ถึงแม้ว่ากองทุนที่เราซื้อไว้จะได้กำไรจากการลงทุนมาแล้วก็ตามครับ เอาเป็นว่า ใครจะลงทุนกับกองทุนต่างประเทศก็อาจจะเริ่มจากกองทุนที่มีการป้องกันความเสี่ยงค่าเงินไว้หน่อยก็ดีครับ
ข้อที่ 3 “ค่าธรรมเนียมกองทุน FIF คิด 2 ต่อ” นะครับ เนื่องจากว่ากองทุน FIF เกือบทั้งหมด จะเป็นกองทุนในรูปแบบ Fund of Fund หรือ Feeder Fund คือ การนำเงินจากนักลงทุนไทย ไปลงทุนในกองทุนต่างประเทศอีกต่อหนึ่ง หรือที่เราเรียกว่า ลงทุนในกองทุน Master Fund ในต่างประเทศ
โดยค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุน (Total Expense ratio) นั้น จะถูกเก็บไปโดย บลจ. ต่างประเทศแล้ว 1 รอบ(รวมอยู่ใน NAV ต่างประเทศ) จากนั้น จะโดนเก็บจากกองทุนในไทยอีก 1 รอบ (รวมอยู่ใน NAV ไทย) ดังนั้น จึงไม่แปลกว่า ทำไม หากเราลงทุนระยะยาว ๆ แล้ว ผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุน Master Fund กับผลตอบแทนที่แสดงขึ้นมาอยู่ใน กองทุนที่ขายอยู่ในไทยจึงแตกต่างกันครับ ซึ่งส่วนหนึ่งก็จะมาจากค่าธรรมเนียม 2 ต่อนี่แหละครับ
แต่ในกรณีที่ บลจ. ในไทยนั้นมีความสัมพันธ์อันดีกับ บลจ. ต่างประเทศ หรือเป็นเครือข่าย หรือว่า บลจ. ผู้ออกกองทุน เป็น สาขาของ บลจ. ในต่างประเทศแต่มาตั้งในไทยแล้วละก็ ค่าธรรมเนียมตรงนี้ ก็อาจจะไม่คิด หรือว่าคิดแต่ค่อนข้างจะถูกลงกว่าที่อื่น ๆ ครับ
จริง ๆ ยังมีอีกหลายข้อ แต่เนื่องจากหน้ากระดาษไม่พอ ผมขอยกยอดไว้มาคุยใหม่ในครั้งหน้านะครับ แล้วพบกันในเดือนหน้า สวัสดีนักลงทุนในกองทุนรวมทุกคนครับ







