
ทบทวนตัวเองเถอะ
“ผมคิดว่าทหารก็คาดไม่ถึงกับผลที่ออกมาเหมือนกัน คนไทยเราคิดอย่างไร ฝ่ายนักประชาธิปไตยต้องคิดว่าถ้าจะสถาปนาประชาธิปไตยในประเทศไทย
โดย...ขำ เคืองใจ [email protected]
“ผมคิดว่าทหารก็คาดไม่ถึงกับผลที่ออกมาเหมือนกัน คนไทยเราคิดอย่างไร ฝ่ายนักประชาธิปไตยต้องคิดว่าถ้าจะสถาปนาประชาธิปไตยในประเทศไทย ต้องทำงานหนักกว่านี้ ต้องทำงานดีกว่านี้ ต้องทำงานเที่ยงธรรมกว่านี้...”
“ฝ่ายประชาธิปไตยต้องมาช่วยกันคิดว่าจะเอาบ้านเมืองให้อยู่รอดอย่างไร ไม่ใช่มาคิดแข่งกันอยู่นั่นแหละ ต้องคิดในแง่ที่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ และ พรรคเพื่อไทย มีวิสัยทัศน์อย่างไร เรื่องจะพาประเทศไทยให้ไปสู่ความรุ่งเรือง ไพบูลย์ และสันติสุข และพรรคต้องพร้อมที่จะเปลี่ยน”
เนื้อหาข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งจากบทสัมภาษณ์พิเศษ อาจารย์เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตแกนนำขบวนการนักศึกษาเรียกร้องประชาธิปไตย นักวิชาการผู้ศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทยมานานร่วมหลายสิบปี ซึ่งสามารถหาอ่านรายละเอียดฉบับเต็ม ได้ที่โพสต์ทูเดย์ออนไลน์ www.posttoday.com นะครับ
...ขำ เคืองใจ...ชวนคุณผู้อ่านติดตามบทสัมภาษณ์ของอาจารย์เอนกอีกครั้ง เนื่องจากท่านสะท้อนมุมมองจากผลการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญชนิดที่ว่า “ใช่เลย”
โดยเฉพาะเสียงของมหาชนที่ร่วมลงคะแนนรับร่างรัฐธรรมนูญมีนัยสำคัญยิ่ง เหมือนเป็นการตบหน้าภาคประชาชน นักการเมือง พรรคการเมือง สมควรกลับมาคิดทบทวนปรับปรุงเปลี่ยนแปลง
เมื่อหันมาดูภาคประชาชน นักการเมือง พรรคการเมือง เพลานี้กำลังคิดอ่านอย่างไรบ้าง
ปรากฏว่า เราคงได้ยินเสียงผู้นำพรรคบางพรรคพล่ามพรรณนา “ดิฉันเสียใจและเสียดายกับประเทศที่กำลังจะก้าวถอยหลังไปใช้รัฐธรรมนูญที่ดูเหมือนจะเป็นประชาธิปไตยแต่ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่แท้จริงค่ะ”
เรายังคงเห็นนักการเมืองจมอยู่กับการโพสต์ข้อความส่งผ่านสื่อมวลชนไปเสนอข่าวพาดหัว ด้วยเพียงแค่ถ้อยความวิจารณ์การทำงานรัฐบาลที่ไม่เป็นประชาธิปไตยทำให้เศรษฐกิจถดถอย
เรายังคงเห็นสมาชิกพรรคการเมือง ผู้มีปากไว้คาบคัมภีร์ปกป้องประชาธิปไตยเป็นแบรนด์หลอกขายประชาชน พยายามวาดภาพร่างรัฐธรรมนูญจะนำไปสู่ความขัดแย้งถึงขั้นพาชาติไปสู่ความล้มเหลว
ทั้งๆ ที่คนกลุ่มนี้เพิ่งบอกว่า ยอมรับเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญ หากแต่พวกเขากลับไม่เข้าใจประชาชนกำลังต้องการอะไรอยู่ดี
เรายังคงเห็นแกนนำมวลชนถนัดเรียกร้องสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เคลื่อนไหวทางการเมือง
แต่กลับไม่เรียนรู้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญที่บรรจุทุกฉบับ ต้องไม่ก้าวล่วงละเมิดสิทธิผู้อื่นและได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย หากแต่เมื่อก้าวล่วงกระทำผิดกฎหมายต่อสังคมโดยรวม กลับแหกปากถูกคุกคาม ไม่ได้รับความเป็นธรรม ขอทวงคืนสิทธิเสรีภาพซะงั้น
เสรีภาพที่เรียกร้องไม่ใช่เสรีภาพแบบเห็นแก่ตัว ประชาธิปไตยก็ไม่ใช่ความต้องการตามความรู้สึกนึกคิดของคนเฉพาะกลุ่มเท่านั้น
อีกทั้งประชาชนที่พวกเขาชอบเอาไปพิงหลังเป็นกำแพงไม่ได้กินแกลบกินรำ กลับมีสติพิจารณาอย่างเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น
ฉะนั้น นักการเมืองต้องรีบคิดทบทวนปรับปรุงตัวเองเถอะครับ







