
ยอมรับความพ่ายแพ้
คําถามสำคัญหลังประชามติร่างรัฐธรรมนูญผ่านไปก็คือ ทำไมฝ่าย “โหวตโน” ถึงได้แพ้ชนิด “ไม่เห็นฝุ่น”
โดย...คุณบ๊งเบ๊ง [email protected]
คําถามสำคัญหลังประชามติร่างรัฐธรรมนูญผ่านไปก็คือ ทำไมฝ่าย “โหวตโน” ถึงได้แพ้ชนิด “ไม่เห็นฝุ่น” ทั้งที่มีแนวร่วมมากมาย ตั้งแต่พรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรค นักวิชาการ แนวร่วมเอ็นจีโอ ซึ่งล้วนแล้วแต่ชำแหละรัฐธรรมนูญจนไม่เหลือชิ้นดี
คำตอบที่นอกเหนือจากกระบวนท่า “ปิดกั้น” การแสดงความคิดเห็น-การรณรงค์ทุกวิถีทางของรัฐบาลแล้ว ยังมีอีกปัจจัยหนึ่งนั่นคือ ฝ่าย “โหวตโน” ไม่สามารถให้คำตอบได้ว่า ถ้าคว่ำร่างรัฐธรรมนูญแล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป
เพราะสารพัดคำขู่ มีตั้งแต่ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ที่วันหนึ่งเคยหลุดออกมาว่า ถ้าไม่ผ่านจะร่างเอง ขณะที่ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างฯ ก็บอกว่า หากร่างนี้ไม่ผ่าน ร่างรัฐธรรมนูญฉบับต่อไปจะ “โหดกว่าเดิม” แน่นอน
ขณะเดียวกัน แนวร่วม “โหวตโน” นั้น นอกจากไม่เป็น “เอกภาพ” แล้ว ยังไม่สามารถเสนอทางเลือกด้วยว่า หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยมีช่องโหว่มากมายแล้ว ควรจะร่างรัฐธรรมนูญแบบใด เพื่อจะแก้ปัญหาสำคัญอย่าง “ความขัดแย้ง” ทางการเมือง ซึ่งเรื้อรังมาตลอด 10 ปี และจะทำอย่างไรให้กลไก “นักการเมือง” และ “กลไกประชาธิปไตย” ได้รับความเชื่อถือ
ด้วยเหตุนี้ คนจำนวนมากจึงหันเหไปยังอำนาจที่เด็ดขาดกว่า พร้อมทั้งหลงใหลไปกับคำโฆษณาชวนเชื่อที่ว่ารัฐธรรมนูญนี้จะสามารถ “ปราบโกง” “ยุติความขัดแย้ง” รวมถึง “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” ได้ ทั้งที่หลักการสำคัญยังเต็มไปด้วยความคลุมเครือ
แล้วการให้อำนาจกับ คสช. แต่งตั้ง “สว.” ที่มีสมาชิกมากกว่า 250 คน มีอำนาจล้นฟ้า รวมถึงในคำถามพ่วงยังให้คนกลุ่มนี้โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้อีกด้วย นั่นคือ “เผด็จการรัฐสภา” หรือไม่
ทั้งหมดนี้หากสังเกตดีๆ ก็จะพบว่าเรากำลังย้อนกลับไปไม่ต่ำกว่า 30 ปีที่แล้ว เหมือนสมัยที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะการลดดุลอำนาจของพรรคการเมืองลง เมื่อไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมาก ผู้ที่แข็งแกร่งกว่าอย่าง “ทหาร” จึงเข้ามาเป็นนายกฯ เอง โดยอาศัย “แม่ทัพนายกอง” รักษาความสงบ และให้ “ข้าราชการ” คอยพินอบพิเทา
เรียกได้ง่ายๆ ว่าด้วย คสช.และด้วยรัฐธรรมนูญใหม่นี้ จะทำให้การเรียกร้องประชาธิปไตยในเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 กับพฤษภาทมิฬ 2535 หมดความหมายในประวัติศาสตร์ไปโดยทันที เพราะกระบวนการมีส่วนร่วมของรัฐธรรมนูญฉบับนี้แทบจะไม่มี อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้นายกฯ คนนอกเข้ามา “เสียสัตย์เพื่อชาติ” ได้เสมอ
แต่หากถามว่าวิธีนี้จะกำจัด “ความขัดแย้ง” ที่ยืดเยื้อมานับสิบปีได้ไหม และจะปฏิรูปประเทศได้หรือไม่ คำตอบยังคงอยู่ในสายลม
อย่างไรก็ตาม เมื่อ “เพื่อนร่วมชาติ” เลือกจะจัดการปัญหาด้วยการออกห่างจากประชาธิปไตย และการมีส่วนร่วม โดยเลือกให้เหล่าทหารและคณาธิปไตยเป็นใหญ่ โลกอาจได้ค้นพบว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับเมืองไทยก็ได้
ส่วนผู้ที่อยากเห็นประเทศนี้เป็นประชาธิปไตย ก็คงต้องอดทนรอและทำตัวให้เคยชินกับความพ่ายแพ้บ้าง เพราะการต่อสู้ครั้งนี้ยังอีกยาวไกล ไม่จบลงในเร็ววันอย่างแน่นอน







