
เศรษฐกิจมาเลเซีย
สํานักงานเศรษฐกิจแห่งชาติของมาเลเซีย ได้รายงานผลผลิตมวลรวมในประเทศ (จีดีพี)
โดย...สำนักงานการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์
สํานักงานเศรษฐกิจแห่งชาติของมาเลเซีย ได้รายงานผลผลิตมวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ที่คำนวณจากด้านรายได้ ซึ่งมาเลเซียมีจีดีพีในปี 2558 คิดเป็นมูลค่า 1.157 ล้านล้านริงกิต ขยายตัว 4.6% จากปี 2557
รายได้จากภาคธุรกิจเป็นองค์ประกอบหลักคิดเป็นสัดส่วน 60.5% ของจีดีพี (มูลค่า 7 แสนล้านริงกิต) รองลงมาเป็นผลตอบแทนแก่ลูกจ้างและแรงงานสัดส่วน 34.8% (มูลค่า 4 แสนริงกิต) และรายได้จากภาษีของรัฐบาลหักเงินอุดหนุนสัดส่วน 4.7% (มูลค่า 5.46 หมื่นล้านริงกิต) ซึ่งมีการขยายตัวสูง 62.4% จากการเริ่มเก็บภาษีจากการขายสินค้าและบริการ (GST) ของรัฐบาลในปี 2558
ทั้งนี้ ผลตอบแทนแก่ลูกจ้างและแรงงานถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนจีดีพี โดยมีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ 6.2% ซึ่งภาคธุรกิจที่สร้างรายได้หลัก คือ ภาคบริการ คิดเป็นสัดส่วน 60.6% รองลงมา คือ ภาคอุตสาหกรรมการผลิตสัดส่วน 23.1% ภาคการก่อสร้าง 9.9% ภาคการเกษตร 4.6% และอุตสาหกรรมเหมืองแร่และระเบิดหิน 1.8%
สำหรับภาคธุรกิจที่ขยายตัวสูง ได้แก่ ภาคบริการขยายตัว 5.8% ภาคอุตสาหกรรมการผลิตขยายตัว 6.8% ภาคการก่อสร้างขยายตัว 11.5% โดยเป็นผลจากการขยายตัวในการก่อสร้างอาคาร ทั้งที่ไม่ใช่ที่พักอาศัยและที่พักอาศัย สำหรับภาคบริการ กลุ่มที่มีการขยายตัวดี ได้แก่ การค้าส่งค้าปลีก ธุรกิจบริการอาหารและเครื่องดื่ม และโรงแรมที่พัก ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตที่ขยายตัว ได้แก่ อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และผลิตภัณฑ์ออฟติคอล
อย่างไรก็ดี ผลตอบแทนแก่ลูกจ้างในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมเหมืองแร่มีการหดตัว 0.5 และ 0.6% ตามลำดับ
สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกรุงกัวลาลัมเปอร์ เห็นว่าแม้ข้อมูลตัวเลขการค้าของมาเลเซียในปี 2558 จะเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ได้มากนักและภาคการส่งออกขยายตัว 1.9% แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าขณะนี้เศรษฐกิจของมาเลเซียอยู่ในภาวะอึมครึมและยังต้องเผชิญกับความท้าทายจากหลายปัจจัย
กรณีตัวเลขการลงทุนจากต่างประเทศหรือเอฟดีไอของมาเลเซียในปีที่ผ่านมา ก็มีสัดส่วนลดลงมากเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า การตกต่ำของราคาน้ำมันดิบและค่าเงินริงกิตอ่อนตัวส่งผลให้ราคานำเข้าสินค้าจากต่างประเทศของมาเลเซียเพิ่มสูงขึ้น จีนซึ่งเป็นคู่ค้าหลักของจีนก็มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและความต้องการจากจีนที่ดูเหมือนจะยังไม่กระเตื้องขึ้นก็จะถ่วงการส่งออกของมาเลเซียต่อเนื่องในปีนี้ รวมทั้งปัญหาเศรษฐกิจโลก
นอกจากนี้ ชาวมาเลเซียยังชะลอการจับจ่ายใช้สอยลงเนื่องจากราคาสินค้าภายในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น อันเป็นผลมาจากการเก็บภาษี GST ซึ่งส่งผลต่อสินค้าต่างๆ ที่นำเข้าจากไทย และจากการสอบถามผู้นำเข้าสินค้าไทยหลายรายต่างประสบปัญหายอดขายสินค้าลดลงและแบกรับภาระต้นทุนนำเข้าสูงขึ้น ผู้ประกอบการรายใหม่ๆ ที่ต้องการขยายตลาดส่งออกสินค้าไทยมายังมาเลเซียในช่วงที่มาเลเซียกำลังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจขณะนี้ จึงอาจต้องใช้ทั้งความอดทน ความพยายาม และเวลา รวมทั้งควรติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจมาเลเซียอย่างใกล้ชิด







