
คะแนนติดลบ
หากมองย้อนกลับไปมองบทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 7 ส.ค.นี้
โดย...คุณบ๊งเบ๊ง [email protected]
หากมองย้อนกลับไปมองบทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 7 ส.ค.นี้ จะพบว่ามีความ “ไม่ปกติ” อยู่หลายประการ
เริ่มตั้งแต่การวางตัวในฐานะ “คนกลาง” แต่แท้จริงแล้วกลับพบความ “ทะแม่งๆ” อยู่หลายครั้งตั้งแต่การประชาสัมพันธ์การลงทะเบียนเลือกตั้งนอกเขตผ่านอินเทอร์เน็ตที่มีน้อยมาก จนประชาชนจำนวนหนึ่งลงทะเบียนไม่ทัน อดลงประชามติไปอย่างน่าเสียดาย
ตามมาด้วยการแจกร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นไปอย่างล่าช้า ในโค้งสุดท้าย จึงออกจุลสาร “สรุปสาระสำคัญ” ออกมาแทน
กระนั้นเอง สัปดาห์สุดท้าย จุลสารของ กกต.ก็ยังแจกจ่ายได้ไม่ครบ ทำให้บางบ้านยังไม่มีข้อมูลใดๆ ของร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งที่จะลงประชามติในอีกกี่วันข้างหน้า
มิหนำซ้ำ จุลสารดังกล่าวยังพบช่องโหว่จำนวนมาก โดยเฉพาะการ “กล่าวเกินจริง” เป็นต้นว่า จะปฏิรูปตำรวจ “อย่างเร่งด่วน” ทั้งที่ในของจริงเขียนว่าจะมีการปฏิรูปเท่านั้น
หรือการพูดถึง “สิทธิและเสรีภาพของปวงชนไทย” ที่ในจุลสาร เขียนว่า “สิทธิและเสรีภาพของปวงชนไทยจะถูกจำกัด เฉพาะในกรณีที่ 1.เป็นอันตรายต่อสังคม และ 2.ละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น ทว่าในร่างรัฐธรรมนูญจริง กลับมีข้อจำกัดอีกข้อคือ “เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ” ซึ่งจุลสารไม่ได้ระบุไว้
นอกจากนี้ ยังกล่าวเกินจริงชัดๆ เลยว่าจะปฏิรูป “ปัญหาที่หมักหมมมานาน” ในด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านการศึกษา ด้านกระบวนการยุติธรรม “ให้เสร็จภายใน 5 ปี” ทั้งที่ในความเป็นจริง ร่างรัฐธรรมนูญ เขียนว่าให้กำหนดผลสัมฤทธิ์ที่คาดหวังว่าจะบรรลุในระยะเวลา 5 ปี ซึ่งหมายถึง 5 ปี ต้องเห็นผลบางอย่างไม่ใช่ “เสร็จภายใน 5 ปี”
ทั้งหมดนี้ ยังไม่นับรวมความพยายามจัดการกับเสียง “โหวตโน” และการแสดงความคิดเห็นอื่นที่ออกนอกลู่นอกทางจากการ “รับร่างรัฐธรรมนูญ”
ตั้งแต่การไล่จับเอกสารข้อความเชิญโหวตโนที่บอกว่า “บิดเบือนรัฐธรรมนูญ” หรือเป็น “รัฐธรรมนูญปลอม” แต่ในที่สุดกลับไม่มีการชี้แจงให้กับสาธารณชนเข้าใจ ว่าเนื้อหาในเอกสารปลอมอย่างไร แต่เมื่ออดีตนักการเมืองใหญ่ออกคลิปลงเฟซบุ๊ก มีเนื้อหาโฆษณาชวนเชื่อให้รับร่าง รวมถึงมีข้อมูลบางอย่างที่น่าเคลือบแคลง กกต.กลับปล่อยผ่าน
หรือความพยายามเร่งจัดเวทีดีเบต 77 จังหวัด ในช่วงเวลาไม่กี่วันก่อนประชามติ ซึ่งสุดท้ายกลายเป็นเรื่อง “ปาหี่” เมื่อ กกต.จังหวัด เชิญเฉพาะประชาชนบางกลุ่มเข้าร่วมเวที และกีดกันประชาชนที่ไม่ได้รับเชิญให้อยู่ภายนอก รวมถึงเลือกเฉพาะนักวิชาการที่คอนโทรลได้เท่านั้น ให้เข้าร่วมซ้ำยังห้ามถ่ายภาพ - ห้ามอัดเสียง อีกต่างหาก
หากเปิดเจตนารมณ์ของ กกต.ที่ต้องมีสถานะเป็นกลาง ต้องสร้างการรับรู้ ต้องสร้างการมีส่วนร่วมให้กับประชาชนทุกฝ่าย เพื่อจัดการลงประชามติที่โปร่งใสก็ชัดเจนว่า “คะแนนติดลบ” ซึ่งก็น่าเสียดาย เพราะการจัดประชามติครั้งนี้ใช้งบประมาณแผ่นดินไปเกือบ 3,000 ล้านบาท
ภาพจำอย่างเดียวของ กกต.ในการลงประชามติครั้งนี้มีเพียงการ “ทุ่มหีบลงคะแนน” อันแข็งแกร่งทนทานของกรรมการ กกต.ท่านหนึ่ง แล้วหีบตกแตกละเอียดเท่านั้น นอกเหนือจากนี้คงไม่มีอะไรน่าจดจำอีกต่อไป







