posttoday
ปรับเป้าดัชนีปีนี้ขึ้น

ปรับเป้าดัชนีปีนี้ขึ้น

02 สิงหาคม 2559

โดย จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซียไซรัส [email protected]

โดย จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์  บล.ฟินันเซียไซรัส  [email protected]

ตลาดหุ้นอาจเผชิญแรงขายในสัปดาห์แรกเพื่อลดความเสี่ยงจากประชามติรับ/ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 7 สิงหาคมนี้ที่ไม่สามารถคาดเดาผลได้ แต่เรายังเชื่อว่าไม่ว่าผลโหวตจะเป็นเช่นไร ไม่ทำให้การเลือกตั้งเดือนกรกฏาคมปีหน้าเลื่อนออกไปอย่างมีนัยสำคัญ (เลื่อนไม่กี่เดือนเป็นไปได้) หากผลโหวตไม่รับร่างฯ ตลาดหุ้นอาจปรับฐานในกรอบ 1,460-1,480 จุด แต่หากรับร่างฯ น่าจะเห็นดัชนีแตะ 1,600 จุดก่อนสิ้นปี จากอดีตที่ผ่านมาตลาดหุ้นจะปรับขึ้นก่อนเลือกตั้งยาวนานถึง 6-7 เดือน ล่าสุด FSS ปรับ SET Target สิ้นปีนี้เป็น 1,650 จุดจากการปรับกำไรขึ้นและ Flow ที่มีทิศทางไหลเข้าต่อ หุ้นที่เราคิดว่าน่าสนใจเช่น AAV, BEM, CK, SCB, TACC

ปรับ SET Target ปีนี้ขึ้นเป็น 1,650 จุด

ผ่านไป 1 เดือนเศษหลัง Brexit ปรากฎว่าทองคำและตลาดหุ้นเอเชียให้ผลตอบแทนชนะเลิศ +6.7% และ +5.7% ตามลำดับ และในบรรดาตลาดหุ้นเอเชีย SET ปรับขึ้นแรงเป็นอันดับ 3 (+4.5%) รองจากตลาดอินโดนีซียและฮ่องกง สวนทางกับราคาน้ำมันที่ปรับลงกว่า 20% ที่น่าสนใจคืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐทุกช่วงอายุปรับลงแรงในช่วงแรกหลังเหตุการณ์ Brexit (เป็นธรรมดาเวลาตกใจ เม็ดเงินจะ flight to safety) จากนั้นปรับขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกือบเท่าจุดเดิมก่อนปรับลง สะท้อนความกลัวที่คลี่คลาย เม็ดเงินไหลไปหาสินทรัพย์ที่มีผลตอบแทนสูง

ท่ามกลางความเสี่ยงจากการเมืองและเศรษฐกิจในยุโรป ขณะที่เศรษฐกิจไทยที่มีทิศทางฟื้นตัว และสภาพคล่องในตลาดโลกมหาศาล ทำให้ FSS เชื่อว่า Flow จะไหลเข้าตลาดหุ้นไทยต่อไปเพราะสัดส่วนการถือครองหุ้นของต่างชาติที่อยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปี FSS ปรับ SET Target สิ้นปีนี้ขึ้นเป็น 1,650 จุดจาก 1,500 จุด โดยปรับกำไรปีนี้ขึ้น 1.6% และปรับ PE ขึ้นเป็น 18 เท่าเท่ากับช่วงที่ Flow ไหลเข้า

กำไรของกลุ่มธนาคารใน 2Q16 ทำได้ดีกว่าคาด

กลุ่มธนาคารประกาศกำไรสุทธิ 2Q16 เพิ่มขึ้น 5.3% Q-Q ถือว่าน่าประทับใจเพราะธนาคารปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงขาเดียวในไตรมาสนี้ แทนที่จะทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) หดตัวลง แต่ NIM กลับเพิ่มขึ้นเป็น 3.42% จาก 3.36% ในไตรมาสก่อนเพราะบริหารต้นทุนได้ดีมาก ส่วน NPL แม้ว่าจะยังเพิ่มขึ้น และยังคงตั้งสำรองหนี้สูญสูงใกล้เคียงไตรมาสก่อน แต่ก็ทำให้ Coverage ratio แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น SCB และ KKP เป็นธนาคารที่มีผลประกอบการเซอร์ไพรส์เราในเชิงบวกจากการบริหาร NIM ที่ดี เป็น 2 ธนาคารที่ FSS ปรับกำไรปีนี้ขึ้น 10% และ 18% ตามลำดับ และปรับเพิ่มราคาพื้นฐานของ SCB ขึ้นเป็น 171 บาท และ  KKP ปรับขึ้นเป็น 61 บาท และเป็นหุ้นที่ชอบที่สุดในกลุ่มธนาคารในขณะนี้

BBL เป็นธนาคารเดียวที่ผลประกอบการที่น่าผิดหวังจากรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยตกต่ำและค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานพุ่งเกินคาด เราคาดว่ากำไรของทั้งกลุ่มธนาคารในปีนี้จะทรงตัวใกล้เคียงปีก่อนที่ 1.91 แสนล้านบาท และคาดกำไรปีหน้าขยายตัว 10% เติบโตที่ดีที่สุดในรอบ 3 ปีจากการลงทุนที่กำลังกลับมา

ตัวเลขเศรษฐกิจของอังกฤษเริ่มออกอาการไม่ดี เป็นความเสี่ยงในยุโรป

ดัชนี Flash PMI ภาคการผลิตและการก่อสร้างของอังกฤษในเดือนกรกฏาคมทรุดลงแรง ความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลง การบริโภคเริ่มแผ่ว เช่นเดียวกับการจ้างงานที่เริ่มชะลอ และเริ่มเห็นการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจของอังกฤษมากขึ้น นอกจากนี้ อิตาลีมีการลงประชามติรับ/ไม่รับการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญตุลาคมนี้ ขณะที่ปีหน้าฝรั่งเศสและเยอรมนีมีเลือกตั้งเช่นกัน ประเด็นการออกจากยูโรโซนยังถูกยกมาหาเสียง เราคาดยอดส่งออกของไทยในครึ่งปีหลังจะติดลบมากขึ้นกว่าครึ่งปีแรกที่หดตัว 1.6% Y-Y และมองว่าปี 2560 จะยังคงติดลบ 1% หุ้นที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกไม่ค่อยน่าสนใจนัก 

การเมืองไทยชัดเจนขึ้นหลัง 7 สิงหาคมนี้  

การลงประชามติรับ/ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 สิงหาคมนี้ เราคิดว่าไม่มีผลให้การเลือกตั้งปี 2560 ตามโรดแมพของ คสช. ต้องเลื่อนออกไป ดังนั้น ไม่ว่าจะรับ/ไม่รับร่างฯ อาจกระทบบรรยากาศการลงทุนบ้างในระยะสั้นหากเสียงส่วนใหญ่ไม่รับร่างฯ แต่เชื่อว่าปัจจัยพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนฯมีน้ำหนักมากกว่า และหากประชาชนส่วนใหญ่รับร่างฯ เชื่อว่าจะยิ่งทำให้ Fund flow จากต่างชาติไหลเข้าไทยอีกระลอก

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน