
การเตรียมความพร้อมสำหรับวิกฤติการใช้ชีวิตหลังการเกษียณ
โดย ธีระ ภู่ตระกูล CFP®
โดย ธีระ ภู่ตระกูล CFP®
มีการพูดและเขียนถึงเป็นจำนวนมากเกี่ยวกับสังคมไทยที่เป็นสังคมที่มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก แต่ตัวเลขที่เพิ่งออกมาไม่นานนี้ ได้ดึงดูดความสนใจของผมให้เข้ามาดูในเรื่องนี้อีกครั้ง ตามข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เพียงร้อยละ 5.4 ของประชากรที่เกษียณแล้ว สามารถใช้ชีวิตจากเงินสะสมส่วนตัว หรือจากการขายที่ดินและหลักทรัพย์ส่วนตัวได้
หากเราจะเชื่อข้อมูลดังกล่าว ก็อาจจะหมายความว่า ไก่เริ่มออกมาขันก่อนกำหนด หากร้อยละ 95 ของประชากรที่เกษียณต้องพึ่งความช่วยเหลือจากภาครัฐและเงินสนับสนุนจากลูกหลานในวัยทำงาน ก็จะแปลว่าเรากำลังจะต้องเผชิญกับวิกฤติของสังคมที่ใหญ่มาก
สิ่งที่ทำให้ผมตกใจมากคือ จำนวนผู้สูงอายุที่ประสบความล้มเหลวในสิ่งสำคัญมากในช่วงวัยทองของพวกเขา มีคำถามว่า บุคคลเหล่านี้เขาคิดยังไง เขาคิดว่าเขาสามารถใช้ชีวิตในวัยหลังเกษียณ โดยการออมเงินจำนวนน้อยในช่วงการทำงาน และตั้งความหวังว่า ทุกอย่างจะไปได้ดีเมื่อพวกเขาแก่ตัว
ผมมั่นใจว่า ความคิดอย่างนี้ หรือความคิดว่า ไม่เป็นไร ไม่เพียงแต่เป็นความคิดของคนไทยเท่านั้น ผมเชื่อมั่นว่า วัฒนธรรมอื่นก็จะมีความคิดเกี่ยวกับการใช้ชีวิตส่วนตัวและการใช้ชีวิตการทำงานที่คล้ายกัน คนฝรั่งเศสมักจะพูดว่า ‘C’est La Vie’ หรือแปลตรงตัวว่า นั่นก็คือชีวิต คนอิตาเลี่ยนและคนอเมริกันก็จะมีความคิดและคำพูดคล้ายกัน ‘La merda succeed’ หรือแปลว่า อะไรจะเกิดขึ้นก็ได้
แต่เหมือนกับว่า คนไทยเราจะชนะขาด โดยการยึดมั่นกับความคิดที่ว่า ใช้ชีวิตให้มีความสุข และเริ่มหาเงินใหม่เมื่อไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ แต่ในเวลาเดียวกัน ใครจะว่ากันได้หากเรามีความคิดเช่นนี้ ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีทรัพยากรเหลือเฟือ มีคติพจน์ที่ทุกคนรู้จักว่า ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว คนไทยเราจึงไม่จำเป็นต้องทำงานหนัก ไม่ขี้เกียจ เพียงแต่ทำงานเท่าที่จำเป็นในการเลี้ยงชีพ ในเวลาเดียวกัน ในวัฒนธรรมไทย กลุ่มคนอายุน้อย หรือพูดเจาะจงว่า ลูกสาว จะมีหน้าที่ต้องดูแลพ่อแม่ในยามสูงวัย โดยไม่มีข้ออ้างใดๆ
ผมเคยคิดหลายครั้งว่า คนในยุคของคุณปู่ผม สามารถใช้ชีวิตหลังการเกษียณได้อย่างไร ในช่วงเวลาของพวกเขา ยังไม่มีระบบหรือโครงการช่วยเหลือที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไม่มีกองทุนประกันสังคม ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ไม่มี กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) แต่พวกเขาก็สามารถใช้ชีวิตในยามแก่ได้อย่างดี พวกเขาไม่เคยทำตัวเป็นภาระของลูกหลาน และเมื่อพวกเขาได้เสียชีวิตลง มรดกที่ทิ้งไว้ก็มีมากเกินพอเพื่อให้ลูกหลานได้ใช้ชีวิตอย่างสบาย
หรือสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะหลักการการทำงานของพวกเขา เหมือนกับผู้อพยพชาวจีนหลายราย บรรพบุรุษของผมเดินทางมาประเทศไทยเพื่อหลบหนีความยากจนและการประหัตประหารและเหมือนกับคนส่วนมากในยุคนั้น พวกเขาเดินทางมาโดยไม่มีเงินติดตัว ไม่ว่ามีโอกาสน้อยแค่ไหน พวกเขาได้ประสบความสำเร็จ สามารถมีชีวิตและใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข และที่สำคัญคือ ได้สร้างลูกหลานที่มีหลักการการทำงานที่ดี
หนึ่งศตวรรษหลังจากนั้น หรือเป็นรุ่นที่ 3 และ 4 ของตระกูล ซึ่งเป็นรุ่นของพวกผม พวกเรากำลังเผชิญปัญหากับชีวิตของเรา เรากำลังเผชิญกับความหมายของชีวิต เราอาจจะใช้เวลามากเกินไปในการรับฟังคำสั่งสอนของบุคคลต่างๆ เช่น ท่าน Dalai Lama ที่เคยถูกถามว่า อะไรทำให้ท่านแปลกใจมากที่สุดเกี่ยวกับมนุษย์ ซึ่งท่านก็ได้ให้ความตอบว่า
“มนุษย์จะเสียสละสุขภาพของพวกเขา เพื่อสามารถหาเงิน และเขาก็จะเสียเงินเพื่อรักษาสุขภาพ และพวกเขาก็จะกังวลเกี่ยวกับอนาคตทำให้ไม่สามารถมีความสุขกับปัจจุบัน ผลคือ พวกเขาไม่ได้ใช้ชีวิตในปัจจุบันหรือในอนาคต พวกเขาใช้ชีวิตเหมือนไม่มีวันตาย และพวกเขาจะตายโดยไม่ได้ใช้ชีวิต”
โดยที่ไม่พยายามจะให้ดูเหมือนเป็นปรัชญาของชีวิต ผมขอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเตรียมทุนไว้สำหรับวัยเกษียณดังต่อไปนี้
กฎข้อที่หนึ่ง มองสูงและไกล อย่าทำตัวเป็นภาระของคนอื่นหลังจากที่เราเกษียณแล้ว อย่าเป็นภาระของลูกหลาน และที่สำคัญ อย่าเป็นภาระของสังคม คนที่ยอมแพ้เท่านั้น จะทำตัวเป็นภาระของผู้อื่น
กฎข้อที่สอง จ่ายให้กับตัวเองก่อน หากคุณไม่ได้เก็บเงินเดือนไว้ร้อยละ 20 สำหรับใช้ในวัยหลังเกษียณ คุณคงจะไม่สามารถเกษียณได้อย่างมีความสุข
กฎข้อที่สาม เก็บผลไม้ลูกที่เอื้อมถึงง่าย ที่แรกที่จะเริ่มออมสำหรับวัยเกษียณคือโครงการออมเงินที่ได้รับการยกเว้นภาษี ซึ่งมีอยู่หลายโครงการ โดยเฉพาะกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) หรือกรรมธรรม์ประกันชีวิตหลังการเกษียณ
กฎข้อที่สี่ ลงทุนในหลักทรัพย์ระยะยาว คิดเหมือนเจ้าของธุรกิจ และลงทุนในหุ้น/หลักทรัพย์ระยะยาว กฎที่ต้องจำไว้คือ สัดส่วนการถือหุ้นของคุณ ควรเท่ากับ 100 ลบด้วยอายุของคุณ เพราะฉนั้น สำหรับคนในกลุ่มอายุประมาณ 40 ปี ร้อยละ 60 ของพอร์ทการลงทุนควรจะเป็นหุ้น
กฎข้อที่ห้า ลงทุนในกองทุนที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ เมื่อสามารถทำได้ ควรเลือกกองทุนดัชนี (Index funds) และ Exchange Traded Funds (ETF)
กฎข้อที่หก กระจายความเสี่ยง (diversify) ตลาดหลักทรัพย์ของไทยถือว่าเล็กมาก มีขนาดเพียงร้อยละ 0.35 ของตลาดโลก เพื่อสามารถจัดทำพอร์ทการลงทุนสำหรับวัยเกษียณได้อย่างเหมาะสม คุณต้องกระจายการลงทุน และกระจายความเสี่ยงอย่างทั่วโลก
และสุดท้ายนี้คุณไม่สามารถมีความฝันระดับพันล้านได้ ถ้าคุณมีจรรยาบรรณในการทำงานระดับค่าแรงขั้นต่ำ และ ไม่ต้องแปลกใจกับผลลัพธ์ที่คุณไม่ได้รับจากงานที่คุณไม่ได้ทำ







