
รอยด่างรัฐธรรมนูญ
จะด้วยตั้งใจหรือไม่ก็แล้วแต่ การลงประชามติรับ/ไม่รับ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในวันที่ 7 ส.ค.นี้
โดย...คุณบ๊งเบ๊ง [email protected]
จะด้วยตั้งใจหรือไม่ก็แล้วแต่ การลงประชามติรับ/ไม่รับ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในวันที่ 7 ส.ค.นี้ กำลังจะกลายเป็นประวัติศาสตร์ที่เลวร้ายหน้าใหม่ของการเมืองไทย
เพราะถือเป็นครั้งแรกที่มีการสกัดกั้นทุกวิถีทาง ให้ความเห็น “ไม่รับ” ไม่สามารถออกสู่สาธารณะได้ ไม่ว่าจะแจกใบปลิว ไม่ว่าจะใส่เสื้อโหวตโน หรือไม่ว่าจะแสดงความคิดเห็นส่วนตัว ล้วนมีสิทธิถูกดำเนินคดี ถูกนำตัวขึ้น “ศาลทหาร” ได้ทั้งสิ้น
เพราะมีคำสั่งของคณะรัฐประหาร ว่าด้วยการ “ห้ามชุมนุมทางการเมือง” เพราะมีกฎหมายจากสภาที่แต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร เขียนไว้อย่างคลุมเครือ เพื่อให้การ “รณรงค์” ถูกตีความจากเจ้าหน้าที่รัฐได้ว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมาย
ขณะเดียวกัน ผู้ที่ทำหน้าที่ควบคุมกติกาให้เกิดความ “เป็นธรรม” อย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สนับสนุนให้ดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด มากกว่าจะปกป้องการให้ความเห็นแย้ง ว่าเป็นสิ่งที่ทำได้ในระบอบประชาธิปไตย
ไม่เพียงเท่านั้น กกต.บางคน ยังแสดงท่าที “ข่มขู่” ไม่เว้นแต่ละวัน เพื่อให้การรณรงค์ “โหวตโน” ด้วยกลวิธีต่างๆ กลายเป็นเรื่องเลวร้าย เป็นเรื่องผิดศีลธรรม และมีเพียง “นักการเมืองชั่ว” เท่านั้น ที่ต้องการเคลื่อนไหวให้โหวตโน
ทั้งที่มีอีกหลายประเด็น ซึ่งควรถูกตั้งคำถามหนักๆ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ว่าจะเป็นที่มา-ที่ไปของร่างฯ และผู้ร่างฯ และเรื่องเนื้อหาอย่าง อำนาจของ สส. ผู้แทนประชาชนที่ลดลง หรืออำนาจของสว. “ลากตั้ง” ที่มีล้นฟ้า
ไปจนถึงการเอายุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี หรือประเด็นการปฏิรูปของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ไปผูกไว้ให้รัฐบาลใหม่ต้องทำตาม ทั้งที่ความเห็นเหล่านี้มาจาก “เทวดา” ที่ไหนก็ไม่รู้
กระทั่งการทักท้วงเกี่ยวกับ “ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค ที่ถูกกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพยกขึ้นมาก็นับว่ามีประเด็น เมื่อในรัฐธรรมนูญใช้ถ้อยความว่า “ผู้ยากไร้” มีสิทธิรับบริการสุขภาพจากรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
เพราะในอนาคต การตีความ “ผู้ยากไร้” จะเกิดปัญหาในภายหลัง เพราะในอนาคตเป็นไปได้ว่าอาจกระทบกับผู้ที่ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในปัจจุบัน เมื่อหลายคนไม่ได้เข้าข่าย “ยากไร้” แต่จะให้จ่ายค่ารักษาในจำนวนเต็มก็อาจเข้าข่าย “ล้มละลาย”
ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่ามีหลายประเด็นในรัฐธรรมนูญที่มีปัญหา และมีอีกหลายประเด็นที่ควรจะตั้งป้อมคัดค้านกันได้
ทว่า สิ่งที่รัฐบาลทำมาตลอด คือการอนุญาตให้พูดถึงข้อดีเพียงด้านเดียว รวมถึงกดหัวผู้ที่ไม่เห็นด้วย ให้อยู่ในความหวาดกลัวกฎหมายของตัวเองต่อไปเรื่อยๆ จนถึงวันลงประชามติ เพื่อที่หวังว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ และคำถามพ่วงจะผ่าน เพื่อที่หวังจะลงจาก “หลังเสือ” ได้สบาย
แต่เชื่อเถอะว่า ถึงรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่าน ก็จะสร้างปัญหาตามมา เพราะกระบวนการปิดกั้นความคิดเห็น อันน่าอัปยศอดสู ไปจนถึงขั้นตอนก่อนการลงประชามติ ที่เต็มไปด้วยการละเมิดสิทธิประชาชนผู้เห็นต่าง สุดท้ายก็จะกลับมาทำลายความน่าเชื่อถือของทั้งตัวรัฐธรรมนูญ ของทั้งตัวผู้มีอำนาจ
และในที่สุด เมื่อกฎหมายสูงสุดของประเทศ ไม่ได้รับความเชื่อถือ วิกฤตการเมืองไทย ก็จะวนกลับไป เหมือนเมื่อ 10 ปีที่แล้วอีกครั้ง...







