ใครว่าเงินฝากไม่เสี่ยง
โดย สาธิต บวรสันติสุทธิ์, CFP
โดย สาธิต บวรสันติสุทธิ์, CFP
ฮือฮากันยกใหญ่ในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อธนาคารทหารไทยหาญกล้าเป็นธนาคารแรกที่สร้างมิติประวัติศาสตร์การเงินไทยด้วยการให้ดอกเบี้ยออมทรัพย์ 0%/ปี แม้ว่าเพียงในวันเดียวกันก็กลับมาให้ดอกเบี้ยที่ 0.125%/ปี โดยให้เหตุผลว่าคนไทยยังไม่พร้อม แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร ก็ต้องถือว่าอัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์ของไทยเคยลงไปต่ำสุดที่ 0%/ปีมาแล้ว
ผมชอบมองเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นเป็นจดหมายเตือนสำหรับเหตุการณ์ในอนาคต เพื่อเราจะได้คาดการณ์ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง จะได้เตรียมพร้อมป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น หรือเตรียมพร้อมสำหรับโอกาสที่กำลังเข้ามา ในกรณีนี้ก็เช่นกัน หลายคนที่เคยมองว่าการฝากเงินไม่เสี่ยงคงต้องเปลี่ยนความคิดใหม่แล้ว เพราะผลตอบแทนของการฝากเงินไม่แน่นอนว่าจะได้อย่างที่คาดไว้ตลอดระยะเวลาออมเงิน และเผลอๆอาจไม่ได้ผลตอบแทนเลยก็ได้ อย่างเช่นกรณีนี้ และการฝากเงินจะว่าเงินต้นไม่ขาดทุน ก็อาจต้องเปลี่ยนความคิดเช่นกันหากเงินฝากของเราในธนาคารสูงเกินกว่าวงเงินที่กฎหมายคุ้มครองเงินฝากคุ้มครองอยู่หากธนาคารที่เราฝากเงินมีปัญหา เราจะได้เงินฝากคืนแน่ๆไม่เกินวงเงินคุ้มครอง ส่วนที่เกินก็ไปลุ้นเอาตอนชำระหนี้
แต่ความเสี่ยงของเงินฝากที่สำคัญกลับไม่ใช่เรื่องความไม่แน่นอนของผลตอบแทนหรือเงินต้นที่ไม่การันตี 100% เหมือนอดีต แต่กลับเป็นความเสี่ยงที่ผลตอบแทนค่อนข้างแน่นอนด้วยซ้ำ เพราะแม้ผลตอบแทนของเงินฝากอาจไม่แน่นอนบ้าง แต่ที่ผ่านมาก็ปรับเพิ่มขึ้นลดลงไม่เกิน 1% แต่ความเสี่ยงของผลตอบแทนเงินฝากอยู่ที่อัตราผลตอบแทนต่ำมากๆๆๆๆๆๆ อย่างดอกเบี้ยออมทรัพย์อยู่ที่ 0.5%/ปี ถ้าอยากได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นหน่อยก็ต้องฝากประจำแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเยอะอย่างดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปี ก็อยู่แถว 1.5%/ปี แถมยังถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% เหลือเข้ากระเป๋าเราจริงๆแค่ 1.275%/ปีเท่านั้น ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในชีวิตของเราอยู่ที่ประมาณ 6%/ปี หรือพูดง่ายๆของแพงขึ้นปีละ 6% แต่เงินเรากลับโตขึ้นปีละ 0.5% (ถ้าฝากออมทรัพย์) หรือโตขึ้นปีละ 1.275% (ถ้าฝากประจำ 1 ปี) เท่ากับว่าต่อให้เงินในกระเป๋าเราโตมากขึ้นปีละ 0.5% หรือ 1.275% เราก็มีเงินไม่พอใช้ เพราะของแพงแซงหน้าเงินออมเราไปเรียบร้อยแล้วถึงปีละ 5.5% (6% - 0.5%) หรือ 4.725% (6%-1.275%)
หากจะมองให้เห็นภาพชัดขึ้น เรามาดูกฎของเลข 72 คืออะไร กฎของเลข 72 มีไว้สำหรับคำนวนจำนวนปีที่เงินลงทุนของเราจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าของเงินต้นที่เราลงทุนไปในอัตราดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนที่กำหนด
ตัวอย่างเช่น ถ้าเราฝากเงิน 100 บาทในบัญชีออมทรัพย์ธนาคารพาณิชย์ (ตอนนี้ดอกเบี้ยอยู่ที่ 0.5%ต่อปี) เราก็เอา 72 หารด้วย 0.5 ก็จะได้จำนวนปีที่เงิน 100 บาทในบัญชีออมทรัพย์ของเราจะโตเป็น 200 บาท คำตอบ คือ 144 แปลว่า เราจะต้องฝากเป็นเวลาถึง 144 ปี เงินในบัญชีออมทรัพย์ของเราจะโตเป็น 2 เท่ามิน่า Robert G. Allenถึงพูดว่า "How many millionaires do you know who have become wealthy by investing in savings accounts" ("คุณรู้จักเศรษฐีสักกี่คนที่รวยขึ้นมาจากดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์”)
ทำนองเดียวกันที่อัตราเงินเฟ้อเท่ากับ 6%/ปี ตามกฎของเลข 72 เราก็เอา 72 หารด้วย 6 คำตอบเท่ากับ 12 แปลว่าหากเราใช้จ่ายตอนนี้เดือนละ 10,000 บาท ในอีก 12 ปีข้างหน้า หากเราต้องการใช้ชีวิตแบบเดิม เราต้องมีเงิน สำหรับใช้จ่ายเดือนละ 20,000 บาท และในอีก 12 ปีถัดไปต้องใช้จ่ายเดือนละ 40,000 บาทคุณภาพชีวิตถึงจะเหมือนเดิม
เห็นปัญหามั๊ยครับ เงินเรากว่าจะโต 2 เท่าใช้เวลาตั้ง 144 ปี แต่ของแพงขึ้น 2 เท่าใช้เวลา 12 ปีเอง แล้วอย่างนี้ หากเราชอบฝากเงินในออมทรัพย์ ในอนาคตเงินเราจะโตพอใช้ได้ยังไง นี่แหละครับเราจึงมักเห็นคนไทยที่เกษียณอายุมีเงินไม่พอใช้หลังเกษียณ สาเหตุหลักๆไม่ใช่ท่านเหล่านั้นไม่ออมเงิน แต่เป็นเพราะชอบฝากเงินในธนาคาร ไม่กล้าลงทุนกลัวเงินต้นขาดทุน เลยมองข้ามความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อไป สุดท้ายแม้เงินออมจะไม่ขาดทุนแต่ก็ไม่พอใช้ เหมือนอย่างคำพูดที่ว่า “ยิ่งออมระยะยาวเท่าไหร่ ยิ่งกลัวความเสี่ยงมากเท่าไหร่ ยิ่งเสี่ยงมากขึ้นเท่านั้น”
ท่านที่สนใจบทความทางการเงินที่ผมได้เขียนเองและได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆสำหรับเผยแพร่ให้ท่านผู้สนใจทุกท่าน ขอเชิญไปกด Like ได้ที่ page ใน face book ชื่อ Sathit CFP เพื่อติดตามข้อมูลข่าวสารต่อไปได้ครับ...ขอบคุณครับ







