
จาร์เค็นบุกเออีซี ก่อสร้างครบวงจร
บริษัท จาร์เค็น ผู้ให้บริการออกแบบตกแต่งภายใน และธุรกิจในเครืออีกหลายแห่งที่ให้บริการงานด้านก่อสร้างแบบครบวงจร
โดย...ปิยนุช ผิวเหลือง
บริษัท จาร์เค็น ผู้ให้บริการออกแบบตกแต่งภายใน และธุรกิจในเครืออีกหลายแห่งที่ให้บริการงานด้านก่อสร้างแบบครบวงจร ซึ่งดำเนินธุรกิจมายาวนานกว่า 13 ปี ที่ปัจจุบันได้ขยับเข้าไปครองพื้นที่ตลาดออกแบบในอาเซียนแล้ว สิริทร สิทธิวัฒนาวงศ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท จาร์เค็น เล่าว่าบริษัทเริ่มต้นจากการเป็นผู้ให้บริการออกแบบตกแต่งภายใน แต่ด้วยความต้องการของตลาดและลูกค้า จึงได้ขยายธุรกิจไปสู่งานก่อสร้าง ออกแบบภายนอก งานสถาปัตยกรรม ฯลฯ อย่างครบวงจร ปัจจุบันมีธุรกิจในเครือ 3 แห่ง คือ บริษัท เจ.เค.บิวเดอร์ส บริษัท ออกแบบ พาย และบริษัท ไทเกอร์ลิลลี่ คอมมิวนิเคชั่น
นอกจากนี้ จาร์เค็น ยังได้ร่วมมือกับพันธมิตรบริษัท คอนซูรัส สิงคโปร์ เพื่อให้สามารถขยายธุรกิจไปทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันจาร์เค็นมีโชว์รูมให้บริการตั้งอยู่ย่านอาร์ซีเอ นำเสนองานออกแบบตกแต่งทั้งในส่วนที่สร้างจากวัสดุท้องถิ่นของไทย และวัสดุสินค้าจากต่างประเทศ
สำหรับการทำการตลาดต่างประเทศนั้น ได้ขยายทั้งยุโรป อเมริกา และเอเชีย แต่ในช่วงที่ผ่านมาศักยภาพของตลาดในอาเซียนเพิ่มมากขึ้น รวมถึงความต้องการด้านที่อยู่อาศัยในแถบประเทศเพื่อนบ้านสูงขึ้น แต่ยังขาดบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญในด้านนี้ ทำให้บริษัทสนใจเข้าไปรุกตลาดในอาเซียน เริ่มต้นที่ประเทศเมียนมากว่า 1 ปีแล้ว เจาะกลุ่มลูกค้าระดับบนทั้งโครงการบ้านและคอนโด พร้อมให้บริการอย่างครบวงจร
ขณะที่รสนิยมลูกค้าในเมียนมาแบ่งเป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะเป็นชาวเมียนมาเชื้อสายจีน ชอบลักษณะงานออกแบบที่ยิ่งใหญ่ อลังการเน้นสีแดงและทองเป็นหลัก รวมถึงคำนึงถึงหลักฮวงจุ้ย อีกกลุ่มหนึ่งจะเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่จะใกล้เคียงกับกลุ่มลูกค้าชาวไทยที่ต้องการความทันสมัย เป็นสากล
สำหรับความท้าทายและอุปสรรคในการทำธุรกิจในประเทศเมียนมา ประการแรกคือการสื่อสาร แม้ว่าจะไม่มีปัญหาระหว่างกลุ่มลูกค้าด้วยสามารถใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร ทว่าในส่วนแรงงานเมียนมายังมีอุปสรรคอยู่ ส่วนด้านกฎหมายการก่อตั้งบริษัทต่างประเทศในเมียนมายังไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรง เพราะจาร์เค็นได้เข้าไปในเมียนมาในรูปแบบให้บริการ ยังไม่ได้ตั้งสำนักงานที่เมียนมาโดยตรง และธุรกิจเกี่ยวเนื่องบางส่วนดำเนินการโดยมีหุ้นส่วนในเมียนมา ดังนั้นจึงเป็นการส่งออกบริการเพื่อนำเงินเข้าประเทศเป็นหลัก
สิริทร เสริมว่า นอกเหนือจากการศึกษาข้อมูลเชิงเศรษฐกิจของประเทศที่จะเข้าไปลงทุนแล้ว ควรศึกษาในเชิงสังคมด้วย จากกรณีการลงทุนสร้างคอนโดใกล้พื้นที่เจดีย์ชเวดากอง ทำให้ได้รับเสียงคัดค้านจากประชาชนที่เคร่งครัดด้านศาสนามาก ส่งผลให้ต้องรื้อถอนโครงการแม้จวนจะสร้างแล้วเสร็จ
รวมถึงต้องจับตาสถานการณ์ฟองสบู่เล็กๆ ของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ในเมียนมา พร้อมแนะกลุ่มผู้ประกอบการชาวไทยที่จะเข้าไปลงทุนเตรียมรับมือกับปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ แต่มองว่าโอกาสในการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ในเมียนมายังมีอนาคตสดใส ด้วยเมียนมายังต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ รวมถึงที่อยู่อาศัย เพื่อรองรับความเป็นเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้น และในอนาคตอันใกล้ บริษัทยังเล็งขยายตลาดในกัมพูชาด้วย







