posttoday
ภาษีกับแอลกอฮอล์ ตอนที่ 1

ภาษีกับแอลกอฮอล์ ตอนที่ 1

19 พฤษภาคม 2559

โดย กิติชัย เตชะงามเลิศ นักลงทุนหุ้นและอสังหาริมทรัพย์

โดย กิติชัย เตชะงามเลิศ  นักลงทุนหุ้นและอสังหาริมทรัพย์

ช่วงนี้มีเรื่องราวที่ผมอยากเขียนถึงมากมาย ต่างกับบางช่วงที่ไม่รู้จะเขียนถึงเรื่องอะไรดี บทความนี้ผมยังคงวนเวียนอยู่กับเรื่องภาษีกับเครื่องดื่ม ล่าสุดสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้ให้ความเห็นชอบรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการส่งรายงานให้คณะกรรมการร่วม 3 ฝ่ายที่มี สปท. สนช. และครม. เพื่อพิจารณาอีกครั้ง ในระหว่างนี้สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทยได้ทักท้วงและคัดค้านอย่างรุนแรง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่คาดหมายได้อยู่แล้ว ถ้าหน่วยงานของรัฐไม่ออกกฎหมายนี้ คนไทยก็จะถูกห้อมล้อมด้วยอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลร้ายต่อสุขภาพ ยิ่งนิสัยของคนไทยที่ติดหวานด้วยแล้วผมจึงอยากจะเห็นกฎหมายนี้ออกมาเร็วๆเสียด้วยซ้ำ

นอกจากเรื่องภาษีกับน้ำตาลในเครื่องดื่มแล้ว เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ควรจะเป็นเรื่องต่อไปที่อยากจะฝากให้ทางกมธ. ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมช่วยดูแลและผลักดันเป็นเรื่องต่อไป เคยสังเกตกันไหมครับว่าเรามีอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากการเมาสุรามากแค่ไหน ผมค้นสถิติล่าสุดจาก www.worldatlas.comพบว่าสถิติการตายจากอุบัติเหตุบนท้องถนนต่อจำนวนประชากร 1 แสนคน ไทยเราเป็นประเทศที่ติดอันดับที่ 2 ของโลกคือ มีการตายจากอุบัติเหตุบนถนนสูงถึง 38.1คน ต่อประชากร 1 แสนคน ในขณะที่ประเทศที่มาเป็นอันดับที่ 1 คือ Dominican Republic มีตัวเลขสูงถึง 41.7 ในขณะที่มาเลเซียอยู่ที่ 25 ทั้งๆที่มาเลเซียเป็นประเทศที่มีอัตราการครอบครองยานพาหนะต่อประชากร 1,000 คนอยู่ที่ 361 ขณะที่ไทยอยู่ที่ 206 เท่านั้น (ข้อมูลจาก WIKIPEDIA.ORG) แปลกดีนะครับ ทั้งๆที่ไทยเราได้สมญานามเป็น Detroit of Asiaแต่ปริมาณการครอบครองยานพาหนะน้อยกว่ามาเลเซียเกิน 40% เสียอีก

เป็นเรื่องที่เราคนไทยต้องยอมรับกันนะครับว่า คนไทยเป็นคนที่ไร้ระเบียบวินัย ขาดความรับผิดชอบ มีสำนึกการอยู่ร่วมกันในสังคมต่ำ ดังนั้นถ้ารัฐไม่ออกกฎระเบียบ หรือกฎหมายรวมทั้งมาตรการต่างๆมาช่วยกำกับดูแล สังคมไทยก็จะยังเป็นแบบนี้อีกนาน เรามาดูคนสิงคโปร์กันหน่อยครับ จากก่อนหน้านี้ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของประเทศมาเลเซีย ตราบจนกระทั่งวันที่ 9 สิงหาคม 2508 จึงได้แยกตัวเป็นประเทศเอกราช ในสมัยนั้นคนสิงคโปร์เองก็เป็นคนที่ไร้ระเบียบวินัย ขาดความรับผิดชอบ และมีสำนึกในการอยู่ร่วมกันในสังคมต่ำคล้ายๆกับคนไทยเรา อาจจะแย่กว่าคนไทยในปัจจุบันด้วยซ้ำ ขากถุยเรี่ยราดบนถนน แล้วรัฐบาลของสิงคโปร์โดย พณ. ท่านลีกวนยู ก็มาบริหารประเทศ จัดการบ้านเมืองได้อย่างเรียบร้อย ตั้งกฎระเบียบมากมาย ทำให้คนสิงคโปร์ในปัจจุบันเป็นชาติที่มีระเบียบวินัย ถนนหนทางสะอาดสะอ้าน และเมื่อดู The Asian Green Index ที่เปรียบเทียบนโยบาย และสิ่งแวดล้อมจากเมืองชั้นนำของ ASIA  ที่จัดทำโดยกลุ่ม SIEMENS  ปรากฎว่า สิงคโปร์เป็นประเทศเดียวที่ได้รับการจัดอันดับขั้นWell Above Average ในขณะที่ฮ่องกง โตเกียว โซล ยังได้แค่ Above Average ขณะที่กรุงเทพเราได้เพียงแค่ Average เท่านั้นผมย้ำนะครับว่า นี่ขนาดสิงคโปร์เป็นประเทศเกิดใหม่ มีอายุไม่ถึง 51 ปีเสียด้วยซ้ำ นึกถึงทีไร ก็อดอิจฉาคนสิงคโปร์ไม่ได้ ที่มีผู้นำดีๆที่เรียกได้เต็มปากว่าเป็นรัฐบุรษจริงๆ นี่ถ้าเราสลับตัวนายกไทยในอดีตไปบริหารสิงคโปร์แล้วเราได้ท่านลีกวนยูมา เมืองไทยเราคงเจริญผิดหูผิดตา มีระเบียบเรียบร้อยเป็นแน่ แล้วสิงคโปร์จะเป็นอย่างไร ก็ดูประเทศไทยในปัจจุบันเอาแล้วกันครับ

กลับมาเรื่องแอลกอฮอล์กันครับ ผมสังเกตุว่าเหตุการณ์ฆ่าคนตาย หรือทำร้ายร่างกายที่เกิดจากการดื่มเครื่องดื่มที่มีแฮลกอฮอล์ และของมึนเมาชักถี่ขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดคดีวัยรุ่นหลายคนร่วมกันรุมทำร้าย และฆ่าชายพิการ โดยที่แฟนสาวของวัยรุ่นกลุ่มนั้น ยังพูดเชียร์  ”ฆ่ามันเลย” ซึ่งต่อมาถูกตำรวจจับได้ และให้การสารภาพว่าทำไปด้วยความเมาสุรา แล้วตำรวจก็เอาขนมปังของร้านที่ชายพิการทำงานด้วยมาให้ทาน(เพื่ออะไร?) และกลุ่มวัยรุ่นที่ทำร้ายครอบครัวนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่หัวหิน ซึ่งหลายๆท่านคงได้ผ่านตาใน YOUTUBE  กันแล้ว หลังจากถูกจับได้ ก็สารภาพว่าทำไปด้วยความเมาสุรา (อีกแล้ว!) ซึ่งครอบครัวชาวอังกฤษให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศว่า จะไม่กลับมาเมืองไทยอีกต่อไปตลอดชีวิต เหตุการณ์และบทสัมภาษณ์นี้คงส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยไม่มากก็น้อย แหม ! เสียดายเนื้อที่หมดแล้ว เอาไว้ต่อบทความหน้ากันครับ

 

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน