
คาดมาตรการกระตุ้นหนุนเศรษฐกิจญี่ปุ่นฟื้น
โดย บัณฑิต มาเจริญ ฝ่ายวิจัย บลจ. กรุงไทย
โดย บัณฑิต มาเจริญ ฝ่ายวิจัย บลจ. กรุงไทย
หลังจากนายชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้ประกาศแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ Abenomics ผ่านมาตรการ 3 ด้านหรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “ธนูสามดอก” โดยเป็นการผ่อนคลายนโยบายการคลังและการเงิน รวมไปถึงการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจในด้านต่างๆ เพื่อต้องการยกระดับการเติบโตของเศรษฐกิจญี่ปุ่นให้สูงขึ้น ซึ่งหลังจากนโยบายต่างๆได้ประกาศใช้โดยเฉพาะในส่วนนโยบายผ่อนคลายการเงินเศรษฐกิจของญี่ปุ่นก็ค่อยๆปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ แต่ในระยะหลังตัวเลขเศรษฐกิจเริ่มมีทิศทางที่อ่อนตัวลง ซึ่งได้สร้างความกังวลว่าต่อแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นอาจจะอ่อนตัวลงจากที่เคยคาดการณ์กันไว้
โดยตัวเลขสำคัญอย่างอัตราการเติบโตของ GDP ในไตรมาส 4 ปี 58 ที่ประกาศออกมาหดตัว 1.4% เทียบกับไตรมาสก่อน (ปรับฤดูกาล, คิดเป็นอัตราต่อปี) เพราะว่าอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนตัวลงจากช่วงก่อนทั้งจากการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน จนดูเหมือนว่าการบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 2.0% ของธนาคารกลางญี่ปุ่นภายในเดือน ก.ย. 59 มีโอกาสเป็นไปได้น้อยลง และยิ่งราคาน้ำมันลดลง รวมถึงผลของค่าเงินเยนที่มีทิศทางแข็งค่าขึ้น(จากปลายปีก่อนที่อยู่ในระดับประมาณ 120 เยนต่อดอลลาร์ มาอยู่ที่ 110 เยนต่อดอลลาร์) ยิ่งกดดันทำให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ นอกจากนี้ค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นยังมีผลกระทบไปยังภาคส่งออก ทำให้การส่งออกในเดือน มี.ค. ที่ผ่านมายังหดตัวที่ 6.8% นับเป็นการลดลงเป็นเดือนที่ 6 ติดต่อกัน
แต่ในด้านตลาดแรงงานญี่ปุ่นยังคงปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง อัตราการว่างงานมีแนวโน้มที่ลดลงอย่างชัดเจน ล่าสุดในเดือน มี.ค. 59 อัตราการว่างงานอยู่ที่ 3.2% จากที่เคยสูงถึง 5.5% ในปี 52 ด้วยตลาดแรงงานที่มีอยู่ในภาวะที่ตึงตัว ก็เริ่มเห็นการปรับขึ้นค่าจ้างในบริษัทใหญ่ๆ อาทิเช่น โตโยต้า มอเตอร์ ที่ได้บรรลุข้อตกลงกับสหภาพแรงงานในการขึ้นค่าแรงในปี 2559 โดยพนักงานได้รับค่าแรงเพิ่ม 1,500 เยนต่อเดือน ซึ่งก็เป็นสัญญาณที่ดีที่อาจจะเห็นบริษัทอื่นๆปรับขึ้นค่าจ้างในการเจรจาต่อรองในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่เรียกว่า “Shunto Negotiations” นี้ด้วย ซึ่งส่งผลดีทำให้อำนาจซื้อของผู้บริโภคปรับตัวขึ้นในที่สุด
อย่างไรก็ตามจากเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่อ่อนตัวลงในระยะสั้น ทำให้รัฐสภาญี่ปุ่นเองก็ได้ผ่านงบประมาณประจำปี 59 มูลค่ากว่า 96.72 ล้านล้านเยน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และอาจมีการปรับลดภาษีนิติบุคคลลงเหลือ 29.9% จาก 32.0% ในปีงบประมาณ 59 ซึ่งน่าจะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในไทย แสดงให้เห็นทิศทางของนโยบายการคลังที่จะเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในการเป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจในตอนนี้ ส่วนแผนปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว อาทิเช่น การยกระดับบรรษัทภิบาลของบริษัทจดทะเบียน การวางเป้าหมายการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวที่ 40 ล้านคนต่อปี รวมไปถึงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกในปี 63 น่าจะทำให้ภาพเศรษฐกิจในระยะยาวดีขึ้นเป็นลำดับ
ในฝั่งนโยบายการเงิน BoJ ได้ประกาศใช้มาตรการดอกเบี้ยติดลบ ในเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าตลาดเองไม่ได้มีมุมมองเชิงบวกต่อนโยบายดังกล่าวนัก จนทำให้ค่าเงินเยนกลับมาแข็งค่าขึ้น แต่เราเชื่อว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของญี่ปุ่นยังมีความจำเป็นต่อเศรษฐกิจในช่วงนี้อยู่ และท่าทีของ BoJ ก็พร้อมจะผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติมในการประชุมครั้งถัดๆไป ซึ่งเราคาดว่าน่าจะเป็นการขยายวงเงินเข้าซื้อ ETF หรือ REIT เพิ่มขึ้น ย่อมจะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่นโดยตรง ส่วนการลดอัตราดอกเบี้ยให้ติดลบมากขึ้นก็ยังเป็นไปได้อยู่ แต่เรามองว่ามีโอกาสไม่มากหลังจากที่ตลาดตอบรับในเชิงลบ หรือแม้กระทั่งการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนโดยตรงก็เป็นไปได้เช่นกัน หลังจากนายทาโร อาโสะ รมว.คลังญี่ปุ่น แสดงความเป็นห่วงต่อค่าเงินเยนที่แข็งในช่วงที่ผ่านมา ก็น่าจะเสริมความเชื่อมั่นให้กับตลาดได้
ถึงแม้เศรษฐกิจญี่ปุ่นจะเผชิญปัญหาในระยะสั้น แต่ด้วยท่าที่ของผู้ดำเนินนโยบายที่พร้อมจะเพิ่มระดับการผ่อนคลายเพื่อช่วยคลี่คลายปัญหาและกระตุ้นการเติบโตให้กับเศรษฐกิจญี่ปุ่น ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การลงทุนในญี่ปุ่นในระยะนี้มีความน่าสนใจ ส่วนในระยะยาวยังมีความท้าทายจากแผนปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจต่างๆ ก็ต้องคอยเอาในช่วยนายกฯอาเบะให้บรรลุเป้าหมายที่ได้วางไว้ครับ







