posttoday
“มีปริญญาแล้วเมื่อไหร่จะหาเงินได้”

“มีปริญญาแล้วเมื่อไหร่จะหาเงินได้”

10 พฤษภาคม 2559

โดย ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด (มหาชน)

โดย ภาววิทย์ กลิ่นประทุม  ที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด (มหาชน)

อย่าถามได้ไหมว่า “มีปริญญาแล้วเมื่อไหร่จะหาเงินได้” ..มันเป็นอะไรที่กดดันคนรุ่นใหม่มากๆ เพราะ เรียนมาสูง ความสามารถก็สูง เรียนมาระดับผู้บริหาร แต่งานที่มีในท้องตลาดซิ ..มันไม่ตรงความรู้ ถ่ายเอกสาร ทำ Office โอ้ ไม่ไหว จะให้ฉันนั่งทำงาน เข้า 9 โมง แล้วเลิก 5 โมงทุกวันอ่ะนะ ..ฆ่ากันเลยดีกว่า

ไม่เข้าใจจริงๆ ทำไมทุกคนต้อง 9-5 (“Nine to Five” : เข้า 9 โมง เลิก 5 โมง) รถก็ติดพร้อมกัน บางคนต้องไปส่งลูก ก็รถติดตอนไปส่งลูก แล้วก็ติดตอนมา Office ต่อ เวลากลับบ้านก็กลับพร้อมกัน ทั้งๆ ที่จริงๆ ตัวงานจริงๆ ของคนส่วนใหญ่มันไม่ต้อง 9-5 แล้ว ..ไอ้งานที่ต้อง 9-5 จริงๆ เดี๋ยวนี้มันแทบไม่มี แต่กลายเป็นว่า ทุกคนก็ยังต้องมาทำงาน 9-5 อยู่ ด้วยเหตุผลง่ายๆว่า “ก็เขาทำกันแบบนี้ไง”

โคตรหัวสี่เหลี่ยมเลย อย่างนี้คนรุ่นใหม่จะไม่เครียดได้ไง ..ทั้งๆ ที่โลกเปลี่ยนแต่ด้วยความกลัวการเปลี่ยนแปลงก็เลยไม่เปลี่ยน เพราะเดี๋ยวเปลี่ยนสิ่งที่ทำอยู่อาจจะไม่ดี ..เอาจริงๆ นะ ถ้าเรามองไปรอบๆ ตัวจะเห็นว่า วันนี้องค์กรไหน ธุรกิจไหน ที่กล้าเปลี่ยนจาก 9-5 เป็นอย่างอื่น จะรุ่งหมด เช่น 7-11 นี่เปิดมันเลย 24 ชม.

ช่วงที่ 7-11 เข้ามาเมืองไทยใหม่ๆ ทุกคนพูดกันเลยว่า มันเจ๊งแน่ ..ใครจะบ้ามาซื้อของชำ เวลาเที่ยงคืน ..ก็ถูกของเขา 7-11 ช่วงแลก เกือบเจ๊ง เพราะ ไม่มีใครมาซื้อของชำ ตอนเที่ยงคืนจริงๆ แต่การเลือก Path ทางเดินในสายผู้กล้า ผู้คิดต่าง มันส่งผลให้ 7-11 เห็น Pathway ซึ่ง Pathway ที่ว่าก็คือ การเปลี่ยนจาก “ขายของชำ” มาเป็น “ขายอาหาร -- สะดวกอิ่ม” ..คราวนี้รุ่งเลย จะตีหนึ่ง ตีสอง ก็มีคนหิวอยู่ดี เพราะ กรุงเทพเป็นเมืองที่ไม่เคยหลับ ...โดน!!

หลังจากนั้น7-11 ก็ก้าวเข้าสู่ ผู้นำตลาด ก็เริ่มจาก กล้าคิดต่าง และที่ตลกก็คือเริ่มผิดด้วยซ้ำ …นิทาน 7-11 เรื่องนี้ สอนให้เรารู้ว่า อย่าได้กลัวที่จะเริ่ม เพราะ เดี๋ยวมันหาได้เอง ..แล้วมันสอนอีกว่า คนที่ซวยที่สุด ก็คือ คนที่ไม่กล้าเริ่ม

ตัวอย่างที่เล่ามามันเป็นภาพที่เกิดขึ้นจริงทั้งโลก ตั้งแต่ มนุษย์เงินเดือนธรรมดา ไปสู่ผู้บริหาร ไปสู่กิจการและธุรกิจทั่วโลก ...สิ่งที่เราเห็นในยุคนี้คือ ทุกอย่างตีลังกา แล้วใครก็ตามที่เปลี่ยนไม่ทัน ก็จะตกยุค

คำว่าตกยุค คือ สมมุติคุณทำงานอยู่ดีๆ ทำตามหน้าที่ แต่สักพักคุณก็โดนไล่ออก เพราะ บริษัทบอกว่า เราจะใช้เครื่องจักรมาแทนงานของคุณ

บางคนทำธุรกิจอยู่ดีๆ เช่น ทำนิตยสาร , หนังสือพิมพ์ อยู่ดีๆ ยอดขายก็ตก เพราะ คนหนีไปอ่านข่าวผ่าน มือถือซึ่งมันฟรีแทน

บางคนทำหนัง กว่าจะผลิตได้ พอฉายโรงปั๊บ ทุกคนก็โหลดมาดูได้ฟรี ..สรุปเจ๊ง

บางคนทำบริษัท มือถือที่ชื่อว่า Nokiaซึ่งเมื่อไม่กี่ปีที่แล้วเป็นยักษ์ใหญ่ผูกขาดมือถือโลก อยู่ดีๆ ก็เจ๊ง เพราะเดี๋ยวนี้คนเปลี่ยนไปใช้ Smart Phone หมด

บางคนผลิต Computer ตั้งโต๊ะขาย มีโรงงานใหญ่โต ..อยู่ดีๆ คนก็ไปซื้อ Notebook กับ Tablet กันหมด ปรับตัวแทบไม่ทันจนธุรกิจเกือบเจ๊ง

บางคนทำโรงหนังอยู่ดีๆ คนก็เริ่มหาย เพราะไปโหลดมาดูฟรีดีกว่า

“บางคน” เหล่านี้ จริงๆ ไม่ได้ “อยู่ดีๆ ก็ซวย” แต่ปัญหาคือ คนและธุรกิจเปล่านี้ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเอง ไม่เข้าใจโอกาส ยังทำสิ่งเดิมๆ ยึดติดกับความสำเร็จเก่าๆ -- ผมบอกเลยว่า ยุคนี้คนธรรมดา ที่เข้าใจการเปลี่ยนแปลง เข้าใจกติกาของโลกยุคใหม่ ..จะได้เปรียบ

เพราะ ยุคนี้ “สมอง” ชนะทุกอย่าง ลองเปิดใจมองออกจากจุดเดิมๆ ผมว่าเราจะเห็นโอกาสมากขึ้น ..ก็เพราะการเปลี่ยนแปลงคือโอกาส !!

 

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน